เวทีคนเสื้อแดงฟินแลนด์กับก้าวต่อไปของ นปช. ยุโรป

จรรยา ยิ้มประเสริฐ

10 มิถุนายน 2554

ผ่านไปแล้วเวทีคนเสื้อแดงที่ฟินแลนด์กับความเข้มข้นด้วยประเด็นและแง่คิด ที่สามารถนำไปสู่การสร้างเครือข่ายแห่งคนเสื้อแดงยุโรปต่อไปหลังจากการพบปะ แลกเปลี่ยนระหว่างคนเสื้อแดงและนักวิชาการที่ห่วงใยเมืองไทยที่ฟินแลนด์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2554

พบกับคนไทยในยุโรปที่มีบทบาทใน นปช. ยุโรป

ทั้งนี้มีแกนนำ นปช. ยุโรป มาจากนอร์เวย์ เดนมาร์ก และเยอรมัน พร้อมกับผู้อาวุโสสองท่านจากอเมริกาและคุณแป๊ะ บางสนานจากประเทศไทย โต้โผใหญ่ ได้แก่ คุณมานพและคุณนัตตี้ ตัวแทน นปช. ฟินแลนด์ และพี่ประกอบจากเฮลซิงกิ ที่ประสานงานกับลุงนครและแม่ติ๋วแห่งร้านอาหารไทย “ข้าวทิพย์” กลางเมืองเฮลซิงกิ เพื่อขอใช้สถานที่จัดงาน ซึ่งทั้งลุงนครและแม่ติ๋วก็ปิดร้านรับแขกเพื่อต้อนรับคนไทยหัวใจประชาธิปไตยกันเลยทีเดียว

พี่หาญและพี่เมย์จากแคลิฟอร์เนียตระเวณเยี่ยมคนเสื้อแดงยุโรปในหลายประเทศเป็นเวลาเดือนครึ่ง

จากการพบปะที่ฟินแลนด์ ก็ทำให้ได้รับทราบว่าผู้ประสานงานแต่ละประเทศของชาวเสื้อแดง นปช. หลายคนในยุโรปเป็นกลุ่มคนสำคัญในการระดมทุนเข้าวัดไทยต่างๆ ในยุโรปมากันอย่างยาวนาน จนสามารถประสานกลุ่มคนไทยในยุโรปได้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้พี่สาวจากเดนมาร์ก บอกกับพวกเราในช่วงแนะนำตัวว่า  บอกกับหลวงพ่อว่า ขอพักการทอดผ้าป่าเข้าวัดมาสู่การทอดผ้าป่าเพื่อประชาธิปไตยก่อนช่วงนี้ จนกว่าประเทศจะมีประชาธิปไตยซึ่งการทอดผ้าป่าของ นปช. ยุโรปในช่วงนี้จึงเป็นระบบ “วัดครึ่งหนึ่งประชาธิปไตยครึ่งหนึ่ง”

งานนี้ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสพบปะกับ “แม่ยกประชาธิปไตย ชาวยุโรปคนสำคัญหลายคน ทั้งพี่มาลินีจากนอร์เวย์ พี่สมพรและพี่นิตยาจากเดนมาร์ก พี่หาญและพี่เมย์จากแคลิฟอร์เนีย และพี่ประกอบจากฟินแลนด์ เป็นต้น รวมทั้งได้รู้จักกับแม่ติ๋ว และครอบครัว ร่วมทั้งชาวไทยในฟินแลนด์อีกหลายคน ซึ่งเป็นคนรากหญ้าชาวไทยที่มาใช้ชีวิตอยู่ฟินแลนด์กันร่วมยี่สิบปี จนบางคนเป็นเจ้าของร้านอาหารไทย ร้านนวดไทย และสถานบันเทิงในเฮลซิงกิ

แนวร่วมในฟินแลนด์เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย

ข้าพเจ้าเชิญเพื่อนฝูงทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย นักเขียน นักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม ผู้ลี้ภัยการเมืองชาวพม่าที่อยู่ในฟินแลนด์ ที่สนับสนุนการต่อสุ้เพื่อประชาธิปไตยไทยและกิจกรรมของแอ็คชั่นเพื่อ ประชาธิปไตยในประเทศไทย  ทุกคนคุ้นเคยกับเมืองไทยเป็นอย่างดี ทั้งเดินทางศึกษาปัญหาในหลายหมู่บ้าน รอบตะเข็บชายแดน และใช้ชีวิตในเมืองไทยหลายปีจนพูด อ่าน และเขียนภาษาไทยได้คล่องแคล่ว เป็นคนที่สนใจจะมาฟังประเด็นเรื่องนักโทษการเมืองและคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพวกเขาได้กล่าวสั้นๆ ในที่ประชุมนี้ด้วย

ดีใจที่ได้เห็นการจัดเวทีครั้งนี้ และหวังว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะนำมาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กับประเทศไทย ชาวฟินแลนด์ที่ใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยกว่าสิบปีจนพูด เขียนและอ่านภาษาไทยได้ คล่องและได้นำเสนอการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในฟินแลนด์กล่าว

อาจารย์ชาวสหรัฐฯ บอกว่าจะให้อาจารย์มหาวิทยาลัยและอดีตนักการเมืองสหรัฐฯ พูดอะไรสั้นๆ นี่เป็นเรื่องยากมาก โดยย้ำเตือนทุกคนว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องวิวัฒนาการ และการเลือกและเคารพการเลือกของแต่ละคน ทั้งนี้ได้กล่าวและสะท้อนความรู้สึกหลังจากงานนี้ว่า เสียดาย ที่คนเสื้อแดงไม่ได้รณรงค์หลักในเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะจะเป็นประเด็นที่ทำให้คนยุโรปและอเมริกาจะเข้าใจปัญหาเมืองไทยได้ดี เพราะมันเป็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งถ้ารณรงค์เรื่องนี้จะได้รับการสนับสนุนจากประชาคมยุโรปและอเมริกาเป็นอย่างมาก

ผู้ลี้ภัยการเมืองชาวพม่าที่เคยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่ประเทศไทยและปัจจุบันได้รับการยอมรับเป็นพลเมืองฟินแลนด์ เป็นชาวพม่าที่มีบทบาทสูงคนหนึ่งในการนำเสนอปัญหาพม่ากับรัฐบาลต่างๆ ในยุโรปกล่าวว่า ก่อนมาร่วมงานผมแปลคำพูดของอองซานซูจี เธอบอกว่าประเทศที่ประชาชนปฏิเสธอำนาจรัฐนั้น ดีกว่าประเทศที่อยู่ในสภาวะที่ไร้กฎกติกาและปกครองโดยเผด็จการ พราะในการปฏิเสธอำนาจรัฐ ประชาชนอยู่ภายใต้กฎแห่งธรรมชาติ แต่ในสภาวะผู้ปกครองเผด็จการและไร้กฎกติกา มันไม่มีอะไรให้ยึดโยงในสังคมได้เลยพร้อมกับบอกว่า อยากให้คนไทยเรียนรู้ความผิดพลาดจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าที่กว่ายี่สิบปีมาแล้ว แต่ก็ยังต่อสู้ไม่สำเร็จ เพราะการแบ่งขั้วประชาชนอย่างชัดเจนเป็นสองขั้วคือขั้วทหารเผด็จการซึ่งเทียบเท่าได้กับขั้วอำมาตย์ในประเทศไทยแลขั้วประชาชนคนรากหญ้า

นักสิ่งแวดล้อมและบรรณาธิการกล่าวว่าในฐานะที่เป็นคนอังกฤษ ผมรู้ดีว่าอภิสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่สูงยิ่งแล้วที่คนควรจะได้รับ และเชื่อว่าในระบบการศึกษาของอังกฤษมีหลักการสอนที่ดี ดังนั้นอภิสิทธิ์จึงเรียนรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด และอภิสิทธิ์ก็รู้ดียิ่งว่าควรจะลาออกมากกว่าสั่งเคลื่อนกำลังทหารปราบปรามคนเสื้อแดงอย่างโหดเหี้ยม แต่กลับเลือกสั่งเคลื่อนกำลังทหาร นี่จึงเป็นสาเหตุที่ผมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงของคนเสื้อแดง

วิวาทะร้อนแรงเริ่มขึ้นเมื่อนักรณรงค์เร่ืองสิ่งแวดล้อมที่ทำงานในการต่อสู้เพื่อรักษาลุ่มน้ำโขงมากว่าสิบปี กล่าวว่า ทักษิณเป็นปัญหาของพัฒนาการประชาธิปไตยในประเทศไทย และนโยบายปราบปรามยาเสพติดของทักษิณทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วมสามพันคน

ทั้งนี้ส่วนแกนนำคนเสื้อแดงได้ขึ้นตอบเพื่อแก้ต่างให้ทักษิณว่า เขาถูกกลั้นแกล้ง บางคนกล่าวถึงขั้นที่ว่าคนที่ถูกฆ่าที่เป็นผู้บริสุทธิ์กว่า 1,400 คน (ปี 2546) นั้นเป็นคนของอำมาตย์ทั้งนั้น บางคนก็ว่า เราต้องขอบคุณทักษิณในนโยบายปราบปรามยาเสพติดเพราะทำให้ยาเสพติดหายไปจากหมู่บ้านได้จริง

พอถึงตอนนี้การตอบโต้เริ่มร้อนแรง ข้าพเจ้าจึงตอบโต้ไปบ้าง ทำนองว่า ถ้า ยอมรับการตายของผู้บริสุทธิ์ที่ตำรวจระบุเองว่ามีกว่า 1,400 คน ว่าทำได้ถ้าทำให้ยาเสพติดหายไปจากสังคม นั่นหมายความว่าเราเห็นดีเห็นงามไปกับการฆ่าคนโดยไม่มีกระบวนการไต่สวนด้วยหรือไม่?”

วิวาทะเรื่องนี้ดุเดือดต่อเนื่อง ทั้งในระหว่างงาน จนเมื่องานเลิกแล้ว และมายืนถกเถียงกันต่อที่หน้าร้าน

มีความพยายามจะผ่อนคลายประเด็นด้วยการบอกทำนองว่า ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ มีมุมมองของ “นักสิทธิมนุษยชน” และเธอไม่แน่ใจว่ามุมมองแบบนักสิทธิมนุษยชนจะใช้ได้หรือไม่กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย?

อืม! จริงหรือที่ประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนมันไปด้วยกันไม่ได้?

ลัทธิทักษิณนิยม

เมื่อไหร่กันที่จะไม่ต้องพูดถึงทักษิณและสามารถพูดปัญหาคนรากหญ้าได้อย่างแท้จริง?”

มีการพยายามถามหาว่าวาระการประชุมของคนเสื้อแดงว่าคืออะไร แต่กลับไม่รู้สึกว่ามันมีวาระอะไรเลยนอกจากเป็นการประชุมของ “พรรคการเมือง” พร้อมกับการตระหนักว่ากระแส “รักทักษิณ” มันได้เติมโตไม่ใช่แค่ทักษิโณมิกส์ แต่ได้กลายเป็น “ลัทธิทักษิณนิยม ที่แตะต้องไม่ได้ไปเรียบร้อยแล้ว

จากการสังเกตุจากการฟังปราศรัยและเวทีที่ฟินแลนด์ ประหนึ่งว่ามันมีธรรมเนียมวิถีในหมู่แกนนำคนเสื้อแดงว่า เมื่อจับไมค์ ต้องเอ่ยชื่อทักษิณ ราวกับเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่จำต้องพูดถึง เหมือนกับที่พวกข้าราชการจะต้องพูดคำศักดิ์สิทธิ์เพื่อปิดปากชาวบ้านว่า “รักในหลวง”

ทำให้หวนตั้งคำถามในใจว่า ชาวบ้านที่เสียชีวิต ที่ถูกยิงบาดเจ็บ ที่ติดคุก ที่ตกระกำลำบากเพราะการต่อสู้ ไม่มีอยู่ในความระลึกถึงเลยเหรอ มีใครรู้จักชื่อคนเหล่านี้บ้างหรือไม่? และแทนที่เวทีจะถูกใช้เพื่อนำเสนอปัญหารากหญ้าในฐานะที่เป็นคนรากหญ้า ที่คนยุโรปสนใจใคร่รู้ กลับเป็นเวทีดูราวกับสาวกแห่ง “ลัทธิทักษิณนิยม” แก้ต่าง จนกลายเป็นการถกเถียงและตอบโต้คนที่วิจารณ์ทักษิณกันอย่างหน้าดำหน้าแดง

แน่นอน ข้าพเจ้าตระหนักถึงความจริงใจที่คนเสื้อแดงและแกนนำมีความรักและเทิดทูนทักษิณด้วยใจจริง แต่การไม่สามารถแยกแยะบรรยากาศแห่งการเมืองและบริบทของสังคมยุโรป ซึ่งไม่ใช่ในลานเวที นปช. ที่ประเทศไทย แล้วใช้เวทีเพื่อการพูดถึงทักษิณจนละเลยการจัดสรรเวลาและการเตรียมนำเสนอประเด็นที่เป็นจุดร่วมแห่งความสนใจ จนไม่สามารถดึงบรรยากาศเพื่อคุยในประเด็นปัญหาอื่นๆ ได้อย่างลงลึก และไม่สามารถสร้างบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์และการสนับสนุนจากคนยุโรป ซึ่งสนใจเรื่องทุกข์-สุขและความเป็นอยู่ของคนเสื้อแดงและคนไทยที่อยู่ในที่เรือนจำทั้งหลายได้ดีนัก  เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

จริงๆ แล้ว แกนนำคนเสื้อแดงน่าจะเข้าใจบริบทการเมืองและทัศนคติของนานาชาติต่อทักษิณได้เป็นอย่างดี และน่าจะมีการเตรียมชุดคำตอบในเรื่องนี้ ไม่ใช่ลุกขึ้นมาตอบโต้ จนดูราวกับจะขับไล่ผู้ที่เห็นต่างให้ออกจากงานไปเช่นนั้น (เพื่อนข้าพเจ้าสะท้อนความรู้สึกหลังจากงานว่า สภาวะตอนนั้นดูราวกับว่าถ้าถกเถียงต่อไปพวกเขาคงถูกไล่ออกจากงานแน่ๆ)

การไม่เตรียมความพร้อมและตั้งสติรับมือกับคำถามท้าทายเช่นนี้ ทำให้ประเด็นทักษิณกลบประเด็นปัญหาที่แท้จริงของชาวรากหญ้าเสื้อแดง ที่ถ้านำเสนอดีๆ จะได้แนวร่วมชาวยุโรปที่มีทั้งศิลปิน นักเขียน นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม และนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่พร้อมจะสนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงและนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไทยอย่างแท้จริง และหลายคนมีสถานภาพและตำแหน่งหน้าที่ ที่จะสามารถส่งสาส์นแห่งความต้องการของคนไทยในยุโรปไปสู่รัฐบาลของพวกเขาได้

ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของการขับเคลื่อนของ นปช. และพรรคไทยรักไทยตลอดสองปีที่ผ่านมาคือ ด้วยพลังแห่งความคับแค้นที่เห็นการสังหารอย่างเหี้ยมโหดต่อประชาชนกว่าร้อยคน นักสู้และแกนนำหลายร้อยคนถูกจับและจองจำ อย่างต่อเนื่องเพื่อท้าทายและหยุดยั้งความโหดร้ายแห่งการเมืองระบบ “ทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ที่รุนแรงต่อเนื่องมานับตั้งแต่รัฐประหาร โดยเฉพาะนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา จนได้สร้างให้เกิดปรากฎการณ์การลุกขึ้นร่วมต่อสู้ของคนรากหญ้ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยความรู้สึกสุดทนกับการปฏิบัติสองมาตรฐาน

การเสียสละชีวิตมากที่สุดบนท้องถนนกรุงเทพ ฯ และการลุกขึ้นสู้ของคนนับล้านในช่วงสองปีที่ผ่านมาไม่ควรถูกลบหายไปกับการถกเถียงเรื่องทักษิณโดยไม่จำเป็น

การชูโรงตัวทักษิณในฐานะผู้สร้างเศรษฐกิจและเหยื่อของการเมืองอำมาตย์ เป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่ไม่ควรมากเกินไปจนละเลยที่จะพูดถึงโครงสร้างการเมืองและวิวัฒนาการทางการเมืองไทย

และเมื่อมันมากเกินไป มันก็ได้กลายเป็นดาบสองคมในตัวมันเอง คือด้านหนึ่งมันประสบความสำเร็จในการปลุกเร้าการมีส่วนร่วมของคนรากหญ้าโดยมี “ทักษิณ” เป็นสัญลักษณ์ แต่อีกด้านหนึ่งมันได้สร้างให้เกิด “ลัทธิทักษิณนิยม” ขึ้นมา จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ซึ่งมันไม่มีประโยชน์และไม่ส่งผลดีต่อพัฒนาการประชาธิปไตย “ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” อย่างแน่แท้ เพราะมันกลายเป็นการเมืองเชิง “ลัทธิ” ซึ่งยิ่งจะสร้างความหวาดหวั่นให้กับประชาชนกลุ่มอื่นๆ ในประเทศไทย และในประชาคมโลกมากยิ่งขึ้น

และที่สำคัญ ยิ่งจะทำให้ประเทศประชาธิปไตยนานาชาติทั้งหลาย ลังเลในการลงมาสนับสนุนการต่อสู้ของเสื้อแดงครั้งนี้ เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาจะยอมรับว่าพลังของรากหญ้า การเสียสละและความจริงใจในการต่อสู้ของชาวรากหญ้าตลอดสองปีที่ผ่านมาเป็นพลังบริสุทธิ์และเป็นพลังที่แท้จริง แต่การผูกขาดพลังนี้เพื่อรับสนองนโยบายพรรคไทยรักไทยภายใต้เงา “ลัทธิทักษิณนิยม” จนละเลยคนกลุ่มอื่นและปัญหาอื่นๆ ในสงคม ก็เป็นสถานการณ์ที่ทำให้นานาชาติที่ต้องการเห็นประชาธิปไตยรากหญ้าหรือ ประชาธิปไตยประชาชนที่แท้จริง ลังเลที่จะสนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

การกระโดดข้ามขั้วอย่างสุดโต่งระหว่าง “ลัทธิอนุรักษ์นิยมกษัตริย์” มาสู่ “ลัทธิทักษิณเสรีนิยมใหม่” ในสภาวะที่ผู้นำและนักคิด นักวิชาการหัวก้าวหน้าทั่วโลกกำลังหาทางหนทางแก้ไขผลกระทบของลัทธิเสรีนิยมใหม่ และหยุดยั้งการผูกขาดอำนาจการเมืองของนายทุนยักษ์ใหญ่ในแต่ละประเทศ ก็เป็นหนึ่งในประเด็นหลักแห่งการตั้งคำถามถึงพัฒนาการทางการเมืองของไทยว่า จะเป็นไปในทิศทางที่จะแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยในประเทศไทยที่สูงติดอันดับโลก ที่ทิ้งช่วงห่างมากขึ้นเรื่อยๆ ได้จริงละหรือ ภายใต้แนวนโยบายเสรีนิยมใหม่ – นายทุนต่างชาติสัมปทานเมกาโปรเจคที่แข่งกันประชาสัมพันธ์อยู่ในขณะนี้?

กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่า ทักษิณมีบทบาททางการเมืองไทยสูงมากที่สุดคนหนึ่งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่ต้นปี 2540 และการตัดสินใจของทักษิณในการเลือกโคลนนิ่งน้องสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด สอดคล้องกับกระแสการมีส่วนร่วมของผู้หญิงมากมายในหมู่คนเสื้อแดง และได้ผู้ที่ไว้ใจได้ว่าจะรับสนองนโยบายและนำแนวนโยบายของทักษิณมาใช้อย่างแน่นอน

แต่ . . .

  • ถ้าทักษิณมีความต้องการเห็นประเทศชาติพัฒนาอย่างแท้จริง ไม่ได้มุ่งเพียงดำรงศูนย์อำนาจแห่งการเมืองและคนเสื้อแดงไว้ที่ตัวเอง
  • ถ้าพรรคเพื่อไทยต้องการเห็นประเทศชาติพัฒนาอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อตอบสนองศูนย์อำนาจแห่งพรรคเพื่อไทย
  • ถ้า นปช. ต้องการเห็นประเทศชาติพัฒนาอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อเพื่อรับผ่านนโยบายพรรคเพื่อไทยและสร้างฐานมวลชนเพื่อพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่มุ่งเพื่อการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ

ทุกฝ่ายต้องหยุดเล่นเกมผู้เผยแพร่ลัทธิทักษิณนิยมก่อนที่มันจะกลายเป็นตัวการทำลายความชอบธรรมแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนหลายล้านคนในเมืองไทยไปมากกว่านี้

การเข้าใจบรรยากาศและประวัติศาสตร์การเมืองของไทยและของแต่ละประเทศสำคัญยิ่ง

ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ประชาชนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบบสวัสดิการสังคม ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย (ไม่ใช่เฉพาะในหมู่ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ) มาตั้งแต่ทศวรรษ 2490 – 2500 และให้แบบวางระบบครบวงจร ไม่ใช่ขยักขย่อนให้ทีละเรื่องเพื่อเป็นฐานคะแนนเสียงเช่นที่เมืองไทย เริ่มที่การอัดฉีดเงินลงไปกับการศึกษาเพื่อสร้างคุณภาพของประชาชน ทั้งนี้ไม่ได้ยินว่าผู้นำคนไหนได้รับยกย่องราวกับพระเจ้าเพราะจัดระบบสวัสดิการให้กับประชาชนที่นี่ ทั้งยังไม่มีการละเลยประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนและยกความดีความชอบของวิวัฒนาการทางการเมืองของประเทศให้กับใครเพียงผู้เดียว

ในครรลองประชาธิปไตยที่พัฒนาเข้มแข็งทั่วโลก จะหลีกเลี่ยงลัทธิบูชาวีรบุรุษเดี่ยวที่แตะต้องไม่ได้เช่นนี้ เพราะระบบนี้ เป็นวิถีการเมืองสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเผด็จการที่พวกเขาต้องใช้เวลายาวนานนับร้อยปีเพื่อต่อสู้และปลดแอก มันจึงไม่ใช่แนวประชาธิปไตยของประชาชนทุกคน

ปรีดี พนมยงค์ แกนนำซีกพลเรือนของคณะราษฎร์ได้นำเสนอแผนเค้าโครงเศรษฐกิจที่มุ่งเรื่องการดูแลประชาชนและสร้างความเท่่าเทียมทั้งประเทศทั้งเรื่องเงินเดือนชาวนา ระบบสหกรณ์ ส่งเสริมเรื่องการศึกษา ตั้งแต่ปี 2475 ป๋วย อึ้งภากรณ์นำเสนอแนวคิดการดูแลสวัสดิการประชาชน “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ตั้งแต่ทศวรรษ 2510  โดยข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจเป็นคนกลุ่มแรกในสังคมที่ได้รับการดูแลแบบครบวงจร

  • ขบวนการแรงงานเรียกร้องเรื่องระบบสวัสดิการสังคมจนสำเร็จในปี 2533 จนทำให้ได้ระบบประกันสังคม และเรียกร้องได้มาซึ่งระบบประกันการว่างงาน
  • ขบวนการชาวนาเรียกร้องระบบประกันราคาและอุดหนุนการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง และสวัสดิการต่างๆ กลายเป็นกลุ่มฐานเสียงนักการเมืองที่ “รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก” มาตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทย
  • ภาคประชาสังคมได้เรียกร้องเรื่องระบบสวัสดิการประชาชนมาหลายปี
  • ทั้งนี้นักวิชาการ หรือนักการเมืองทั้งหลายที่ทำงานกับชาวบ้านต่างก็รู้ดีว่า เรื่อง “โง่-จน-เจ็บ”และเรื่อง “การคอรัปชั่นและระบบเส้นสาย” เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย เป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศ และความเหลื่อมล้ำในสังคมระหว่างคนรวยและคนจนของไทยนั้น ห่างกันมากจนติดอันดับโลก เพราะไทยไม่มีระบบสวัสดิการประชาชนครบวงจร
  • ขบวนการภาคประชาชนและกลุ่มหมอได้นำเสนอเรียกร้องเรื่องการดูแลสุขภาพมายาวนานและนำเสนอต่อรัฐบาลทักษิณ ซึ่งขานรับนโยบายนี้ และจัดทำนโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” จนทำให้มีชื่อเสียงอย่างมากและซื้อใจคนที่อยู่ในช่องว่างแห่งการคุ้มครองและเข้าถึงระบบสวัสดิการต่างๆ

เหล่านี้คือวิวัฒนาการตลอดร่วม 80 ปีที่ผ่านมา และไม่ควรปล่อยให้ถูกหลงลืมภายใต้ความตื่นเต้นแห่งมนต์มายาของการปราศรัยหาเสียงของสาวเก่งและหนุ่มหล่อ

แน่นอนคนชาวรากหญ้าขอบคุณทักษิณด้วยใจจริง เพราะทักษิณทำให้คะแนนเสียงมีความหมายขึ้นมาบ้าง  แต่การไม่พูดถึงประวัติศาสตร์และยกความดีความชอบของคณะราษฎร์ของแนวนโยบาย ท่านปรีดี และของนักคิด นักต่อสู้ทั่วแผ่นดินไทย รวมทั้งพลพรรคและ สส. ที่ถูกยุบพรรคและเว้นวาระทางการเมือง 5 ปี ร่วมสองร้อยคน คนของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน เหมายกย่องให้เป็นความดีของทักษิณคนเดียว เพื่อคะแนนนิยมตัวบุคคลเช่นนี้ เป็นความผิดพลาดอย่างยิ่งของนปช. และพรรคเพื่อไทย

เสียงสะท้อนจากเวทีฟินแลนด์

แกนนำจะตอบโต้นักวิชาการและชาวต่างชาติที่รู้จักประเทศไทยดี เมื่อเขาแสดงความเห็นว่าทักษิณคือปัญหาของประเทศไทย ทำนองว่า “คุณไม่ใช่คนไทย” “คุณไม่รู้ความจริง” “คุณได้ข้อมูลผิดๆ” แค่นี้ได้ตลอดไปจริงหรือ?

การสะท้อนของนักวิชาการและคนที่ศึกษาเมืองไทยหลายคนในการพบปะแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ในด้านหนึ่งได้พยายามย้ำเตือนคนเสื้อแดงและสังคมไทยว่า เป้าหมาย ความฝันเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงของคนเสื้อแดงนั้น ไม่ควรถูกทำให้หลงประเด็นไปยึดโยงกับตัวบุคคล นักการเมืองหรือพรรคการเมืองเท่านั้น และในอีกด้านหนึ่ง คำถามต่างๆ จึงเป็นเสียงของคนต่างชาติที่มีความรู้เรื่องเมืองไทยพอสมควร ที่คนเสื้อแดงและคนไทยเชิญชวนให้มาช่วยกันสมานฉันท์เพื่อเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยในประเทศไทยมิใช่หรือ?

เมื่อการเข้ามาของพวกเขาและได้พูดประเด็นที่ตรงๆ ในประเทศที่ไม่เชิดชูการเมืองตัวบุคคลเช่นนี้ โดยเฉพาะในประเทศที่ยึดถือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นว่าเป็นสิทธิสูงสุดของพลเมือง ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง การตอบโต้ของแกนนำ นปช. ยุโรป ที่แก้ต่างและตอบโต้ทุกคำวิจารณ์เกี่ยวกับทักษิณ ชินวัตร หรือเมื่อถูกตอบโต้มากขึ้น ก็บอกว่า “เราต้องการประชาธิปไตยที่กินได้ นักการเมืองก็โกงกินกันทั้งนั้น ชาวบ้านจึงต้องเลือกนักการเมืองที่แม้จะโกงกินแต่ก็ให้ชาวบ้านด้วย” ที่อาจจะใช้ได้ในเมืองไทยที่ไม่เคยเห็นการเมืองที่สะอาด ไม่ซื้อเสียง และนักการเมืองไม่เคยรักษาคำพูดและไม่เคยทำตามนโยบายที่หาเสียง หรือทำครึ่งอีกครึ่งเอาไว้ใช้ซื้อเสียงต่อสมัยหน้า แต่เมื่อมาพูดเช่นนี้ในประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศปลอดการคอรัปชั่นมากที่สุดในโลกเช่นนี้ คำตอบเช่นนี้ยิ่งสร้างความทดท้อให้กับคนที่ต้องการสนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงของเมืองไทย

การตอบทำนองว่า “คุณไม่รู้จักเมืองไทย” ก็เป็นการตอบโต้ที่คนเสื้อแดงยุโรปควรระมัดระวังเป็นอย่างมากเวลาตอบโต้ประเด็นคำถามของชาวยุโรป

จริงๆ แล้วเท่าที่ติดตาม แกนนำนปช. มีชุดคำตอบที่ฟังขึ้นเรื่องทักษิณอยู่แล้วว่า “ทักษิณก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบและมีสิทธิที่จะเรียกร้องความเป็นธรรม และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในสภาพการเมืองที่มีความชอบธรรม”  และควรถูกนำมาอธิบายให้ความเห็นของคนที่มีต่อทักษิณ โดยไม่ควรลุกขึ้นตอบโต้อย่างดุดัน เมื่อเจอคำวิจารณ์ทักษิณ เพราะนั่นไม่ช่วยทั้งทักษิณ ไม่ช่วยทั้งคนเสื้อแดง และไม่ช่วยทั้งขบวนการขับเคลื่อนเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงในประเทศไทย

เว้นเสียแต่ว่า นปช. ยุโรป จะไม่สนใจทำงานกับนักการเมือง นักรณรงค์เรื่องเสรีภาพและประชาธิปไตย และกลุ่มประชาชนชาวยุโรปที่มีพละกำลังพอที่จะนำเสนอปัญหาเมืองไทยต่อรัฐบาลของประเทศของเขาเหล่านั้นได้ และยังคงเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์กันเองในหมู่ชาวไทยในยุโรป นั่นก็เป็นสิ่งที่ นปช. ยุโรปจะต้องตัดสินใจ

สำหรับข้าพเจ้า การพบปะกันของคนเสื้อแดงและผู้ห่วงใยประเทศไทยที่ฟินแลนด์ แม้จะเป็นครั้งแรกที่มีการจัดเวทีเช่นนี้ที่ฟินแลนด์ มันก็เป็นเวทีที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้จัก นปช. ยุโรปมากกว่าการทักทายและคำพูดห่วงใยในฐานะคนไทย และนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และคิดว่าเวทีฟินแลนด์เป็นเวทีที่ท้าทายต่อชาวคนเสื้อแดงและ นปช. ยุโรป เป็นอย่างมาก ว่าจะยกระดับมวลชนและการต่อสู้ในยุโรปที่ใส่ใจปัญหาของคนไทยในยุโรปด้วย และรวมพลังเพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาประเทศไทยโดยศึกษาจากบทเรียน และประสบการณ์ที่คนไทยในยุโรปที่แต่ละคนมาใช้ชีวิตกันหลายปีถึงหลายสิบ ปี หรือจะทำหน้าที่เพียงส่งผ่านแนวนโยบายของ นปช. ชูนโยบายพรรคเพื่อไทยและเป็นผู้เผยแพร่ลัทธิทักษิณนิยมในยุโรปกันต่อไปแค่นั้น

แน่นอนการเขียนบทความเช่นนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ชาว นปช. ยุโรปหรือนปช. เมืองไทยต้องการที่จะเห็น  และข้าพเจ้าก็ใช้เวลานานในการเขียนมันขึ้นมา ด้วยเห็นว่ามันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนออย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อผู้ที่ฝากความหวังไว้กับ นปช. ยุโรป ว่า จะเป็นองค์กรช่วยขับเคลื่อนความเข้าใจการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเมืองไทย และเป็นตัวแทน นปช. เมืองไทยนำเสนอปัญหาเมืองไทยต่อสังคมชาวยุโรป

ข้าพเจ้าคิดว่าในรูปแบบการจัดงานนปช. ต่อไป ที่มุ่งเชิดชูตัวบุคคล ไม่ใส่ใจต่อกำหนดการ ไม่ตรงเวลา ไม่มีวาระที่ชัดเจนในการนำเสนอเช่นนี้  จะไม่สามารถบรรลุซึ่งความคาดหวังของทุกท่านได้ นอกจากจะเป็นเพียงเวทีรวมตัวกันเพื่อถือป้าย ถ่ายรูปหมู่ และส่งกลับเมืองไทย เพื่อให้เกิดความรู้สึกฮึกเหิมกระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้บ้างในหมู่คนเสื้อแดงที่เมืองไทย แต่หากจะให้ขยายความเข้าใจสู่คนยุโรปในวงกว้าง วิธีนี้น่าจะไม่สามารถทำได้ง่ายเท่าไร? ต้องขออนุญาตพูดตรงๆ

ประการสำคัญ ปัญหาสำคัญยิ่งที่ข้าพเจ้าเห็น คือ โดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ปรากฎการเชิดชูทักษิณประเภทห้ามแตะ ได้ทำให้เกิดลัทธิ “ทักษิณนิยม” และตัวแกนนำคน นปช. คือผู้เผยแพร่ลัทธินี้ผ่านช่องทางสื่อเคเบิลต่างๆ โดยไม่ได้กลั่นกรองให้ดีพอ  ถ้าไม่รีบแก้ไขปรากฎการณ์เช่นนี้  นปช. ยุโรป อาจจะเป็นขบวนการที่นอกจากจะไม่ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแห่งความต้องการของประชาชนคนไทยที่แท้จริงต่อชาวยุโรปแล้ว ยังอาจจะถูกมองว่าเป็นขบวนการฟอกขาวให้กับทักษิณ หาเสียงให้พรรคเพื่อไทยและเป็นผู้เผยแพร่ลัทธิ”ทักษิณนิยม” เท่านั้นเอง

คนเสื้อแดงในยุโรปต้องการแค่นั้นจริงๆ หรือ?

ข้าพเจ้าคิดและเชื่อว่าประชาชนไทยจำนวนมากเบื่อหน่ายเทวดาและอภิสิทธิชน และรู้ว่าพึ่งดินพึ่งฟ้าไม่ได้เสมอไป อย่าสร้างให้เกิดการติดยึดและหวังพึงเทวดาองค์ไหนอีกเลย ขอให้พูดกันตรงๆ ให้ประชาชนฝากความหวังไว้ที่สองแขนและสองขาของพวกเขาโดยไม่ถูกกลันแกล้งและปล้นอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ ก็ขอบคุณยิ่งแล้ว

ความท้าทายต่อ นปช. ยุโรป

การนำเสนอความจริงอย่างใจเป็นธรรม เป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อขบวนการคนเสื้อแดงในทุกที รวมทั้งในยุโรป ไม่ว่าจะกลุ่มไหนก็ตาม ไม่ว่าจะมีอุดมการณ์แดงเฉดเข้มหรือแดงเฉดชมพูก็ตาม เมื่อมีความมุ่งหวังและมุ่งมั่นว่าการต่อสู้จะนำมาซึ่ง “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ของประเทศไทย การสร้างเครือข่ายระหว่างกันของคนเสื้อแดงชาวไทยและชาวยุโรปในประเทศต่างๆ  น่าจะเกิดขึ้นได้ และเป็นสิ่งจำเป็น

ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า กลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มใหญ่ที่สุดที่รวมพลคนรากหญ้ามากที่สุด จะลุกขึ้นมาสร้างเครือข่ายและสมานฉันท์กับกลุ่มต่างๆ ในต่างประเทศ และพร้อมเปิดใจยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและยินดีที่จะสร้าง เวทีเพื่อการถกเถียงระหว่างความคิดเห็นที่แตกต่างหรือไม่?

การจะก้าวไปข้างหน้า สังคมประชาธิปไตยประชาชน จะพัฒนาได้ก็จะต้องพยายามหยุดยั้งลัทธิบูชา “เอกบุรุษ” หรือ “เทวดา”  เพราะขบวนการการเมืองเป็นเรื่องของพรรค ของที่ปรึกษา ของทีมวิจัย ของทีมประสานงาน ของสมาชิก กลไกการเมืองต้องทำให้สังคมเห็นพลังแห่งทีม ไม่ใช่เชิดชูการเมือง “เลือกผู้นำอย่างเดียว” ในรูปแบบที่ประเทศ “ประชาธิปไตยอิงเผด็จการ” ทำกัน

“ประชาธิปไตยกินได้” เราต้องเลือกระหว่าง “โกงแต่ไม่แบ่งให้กับประชาชน” กับ “โกงแต่แบ่งให้ประชาชน” เป็นคำตอบที่ใช้ไม่ได้ทั้งกับเมืองไทยและ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปเหนือที่การตรวจสอบนักการเมืองสูงมาก แม้ใช้เงินผิดประเภทเพียงไม่กี่พันหรือกี่หมื่นบาท ถ้าถูกสื่อและสาธารณชนตั้งคำถามผู้นำประเทศที่ตกเป็นข่าวต้องชี้แจงและแสดงความรับผิดชอบ

บรรทัดฐานแห่งจริยธรรมและความสื่อสัตย์ของนักการเมืองและครอบครัวจำเป็นต้องมีสูงยิ่งและต้องรักษาอย่างเคร่งครัด

มันถึงจุดที่สังคมไทยต้องก้าวพ้นการเมืองตัวบุคคลสู่การเข้าใจวิวัฒนาการทางการเมืองปลอดการคอรัปชั่น (ทั้งทางตรงและทางนโยบาย) และเร่งสร้างความเข้าใจในเรื่องสิทธิประชาชนในฐานะผู้เลือก ผู้ตรวจสอบ ผู้ประท้วง ผู้ผลักดัน แนวนโยบายทางการเมือง ไม่ใช่เพียงแค่เป็น “ฐานเสียง” ของพรรคการเมือง “พรรคนี้” หรือ “พรรคนั้น” เท่านั้น

แน่นอนการเล่นกระแส “เชิดชูตัวทักษิณ” ในระยะสั้นมันขายได้กับประชาชนที่อยู่ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมากเช่นประเทศไทย แต่มันไม่มีผลดีต่อพัฒนาการทางจิตสำนึกประชาธิปไตยของประชาชนทุกคนและทุกหมู่เหล่าในประเทศไทยในระยะยาว และก็เป็นผลดีต่อการแบ่งขั้วฐานเสียงที่ชัดเจนขึ้นระหว่าง “พรรคการเมืองนายทุน” กับ “พรรคการเมืองอำมาตย์” เท่านั้น

แนวนโยบายประชานิยมที่ไม่ใช่สวัสดิการประชาชน ที่หาเสียงกันอย่างบ้าคลั่งของทุกพรรคการเมืองไทยยามนี้ ที่ทั้ง ลด แลก แจก แถม จ่ายไม่อั้น แต่ไม่บอกว่าจะเอาเงินหลายล้านล้านบาทเพื่อตอบสนองนโยบายเหล่านั้นมาจากไหน? แม้ว่าประชาธิปัตย์ให้คำตอบชัดเจนว่า “กู้” ทักษิณและพรรคไทยรักไทยบอกว่าไม่ได้กู้ แต่จะมาจากกลุ่มทุุนซาอุฯ และทุนญี่ปุ่น ที่(อาจจะไม่ได้บอกโดยตรง) คือควบคู่ไปกับการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ การให้สัมปทานเข้าถึงฐานทรัพยากรกับนายทุนต่างชาติต่างๆ เช่นนโยบายเดิมของทักษิณก่อนถูกโค่นอำนาจหรือไม่?

ภายใต้กระแสพรรคเพื่อไทยที่เชี่ยวกราก แม้จะ สนับสนุนประชาชนก็ไม่ควรหยุดตั้งคำถาม ทำการศึกษาวิจัย และตรวจสอบแนวนโยบายประชานิยมภายใต้ระบบทักษิณนิยมอันเป็นแนวนโยบายโยนอาหาร(ที่ต้องซื้อ) ให้ปลาในบ่อเลี้ยงเพื่อขายไปซื้ออาหารปลา มากกว่าการสร้างความสมดุลของทั้งระบบนิเวศน์ เพื่อจะมีปลาเหลืออยู่ถึงอนุชนอีกหลายร้อย ปีต่อไปข้างหน้า โดยที่เงินไม่ใช่พระเจ้า หรือเป็นปัจจัยหนึ่งเดียว

ไม่ว่าจะชอบหรือเห็นด้วยกับนโยบายพรรคการเมืองไหนก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรดำรงคู่กันตลอดคือการตรวจสอบ ศึกษาถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และตัวแปรที่ทำให้มันไม่สามารถปฏิบัติได้จริง

คนเสื้อแดงในยุโรปจะสมานฉันท์กับประชาชนยุโรปในแต่ละประเทศได้อย่างไร?

ประเทศไทยจะก้าวสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร  พลังบวกที่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้รับจากกระแสโลกคือการลุกขึ้นของชาวรากหญ้า แต่พรรคเพื่อไทยจะหยุดการลุกขึ้นสู้ของคนเสื้อแดงชาวรากหญ้าที่ต่างก็ต้องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงและอนาคตของลูกหลานไว้กับพรรคเพื่อไทย และแบ่งแยกคนเสื้อแดงออกจากคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม เพื่อไว้เป็นแค่ฐานคะแนนเสียงแค่นั้นหรือ?

มันชัดเจนว่าภาระหน้าที่หลักของบรรดาแกนนำ นปช. ยุโรป คือการทำตามแนวนโยบายของ นปช. และสนับสนุนพรรคเพื่อไทย พร้อมทั้งนำเสนอนโยบายการเมืองของพรรคเพื่อไทยต่อคนไทยที่ยุโรป และผนวกกับการตื่นเต้นดีใจที่เมืองไทยอาจจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ก็ทำให้บรรดาคนเสื้อแดงที่เวทีฟินแลนด์โดยเฉพาะผู้หญิงเทใจให้ยิ่งลักษณ์และโอกาสที่ประเทศไทยจะมีผู้นำหญิง ซึ่งข้าพเจ้าก็เห็นด้วยและยินดีกับเรื่องนี้

การรวมตัวเล็กๆ ของคนเสื้อแดงยุโรป กับชาวฟินแลนด์ และมิตรสหายจากอเมริกาและประเทศไทย ประมาณ 30 คน ที่ร้านข้าวทิพย์ วันที่ 7 มิถุนายน 2554 ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญและมีมีนัยะสำคัญ ที่ท้าทายต่อก้าวต่อไปของการทำงานมวลชน และขยายความเข้าใจเรื่่องการเมือง ไทยต่อประชาคมคนไทยและผู้ห่วงใยในฟินแลนด์และในยุโรป

ประเด็นที่ขอฝากถึง นปช. ไทยและนปช. ยุโรป ก็คือ ถ้าคิดว่ามีความจำเป็นของการขยายความเข้าใจกับคนยุโรป ที่ไม่ใช่เฉพาะคนไทยรากหญ้าในยุโรปคือ ควรจะมีการงเตรียมตอบคำถามที่ท้าทายและนำเสนอประเด็นต่างๆ อย่างเข้าใจสภาพบรรยากาศการเมืองและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ยุโรป  และเตรียมการนำเสนอประเด็นเหล่านี้ . .

  • วาระประชาชนคืออะไร?
  • ต้นตอปัญหาของสังคมไทยคืออะไร?
  • เรื่องนักโทษการเมืองและการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปิดปากเสรีภาพของประชาชนและแกนนำในประเทศไทย มีความคืบหน้าอย่างไร? และคนยุโรปจะทำอะไรได้บ้างเพื่อรณรงค์เรื่องปล่อยนักโทษการเมืองและนักโทษ คดีหมิ่นฯ และการเรียกร้องให้ได้มาซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของชาวไทย?

การแปรเวทีพูดคุยที่หนึ่งในประเด็นที่ประชาสัมพันธ์ว่าจะพูดเรื่องนักโทษการเมืองเป็นเวทีแก้ต่างทักษิณและสนับสนุนยิ่งลักษณ์ โดยไม่คุยเรื่องนักโทษการเมืองดังที่ได้ประชาสัมพันธ์ไว้ ได้สร้างความผิดหวังให้กับผู้ที่มาด้วยความสนใจในประเด็นนี้ และต้องการร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย

ทีมเจ้าภาพนำโดยพี่ประกอบแต่งตัวสวยมาช่วยจัดร้านและรอต้อนรับตั้งแต่บ่าย

ทั้งนี้ อาจจะเป็นความผิดพลาดของข้าพเจ้าที่ปรารถนาดี เชิญเพื่อนฝูงที่ร่วมกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยไทยในฟินแลนด์หลายครั้งกับข้าพเจ้ามาร่วมงานนี้ด้วย เพื่อให้ได้รู้จักกับชาวคนเสื้อแดงในยุโรป ซึ่งพวกเขาก็เดินทางมาถึงงานเวลา 5 โมงเย็นตรงตามเวลาที่ประชาสัมพันธ์ โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงจากฟินแลนด์และเฮลซิงกิที่มารอพบปะกับเพื่อนฝูงจากต่างถิ่นอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน ทั้งนี้มีสองคนที่เดินทางมาจากเมืองอื่นในฟินแลนด์ที่สามีขับรถแทรกเตอร์พามาส่งขึ้นรถไฟตั้งแต่ตีห้าเพื่อเดินทางมาเข้าร่วมงานนี้ และมาช่วยจัดเตรียมสถานที่และนั่งรอที่ร้านตั้งแต่เช้า พวกเราจึงได้นั่งทานอาหารไทยอร่อยๆ และพูดคุยกับชาวไทยในฟินแลนด์เพื่อรอแกนนำ นปช. ยุโรป จากประเทศอื่นๆ ที่เดินทางมาถึงล่าช้าไปกว่าชั่วโมงหรือบางคนร่วมสองชั่วโมง บางคนเพราะเที่ยวบิน บางคนเพราะไปทดลองนวดที่ร้านนวดของคนไทย หรือบางส่วนเป็นเรื่องการประสานงานการเดินทางจากวัดไทยที่พักล่าช้า

โต้โผงานนี้ ลุงมานพกับป้านัตตี้ ขับรถมากว่า 400 กม. พร้อมอุปกรณ์ถ่ายทอดอินเทอร์เนต และด้วยพลังแห่งเจ้าภาพ ได้ต้อนรับขับสู้ดูแลเพื่อนๆ ที่มาจากประเทศอื่น ทั้งนี้ยังต้องขับรถกลับบ้านในคืนนั้นหลังเลิกงานเพราะปิดร้านอาหารได้เพียงวันเดียว

สิ่งที่น่าเสียดายยิ่งในเวทีที่เฮลซิงกิ คือ เป็นการประชุมเพียงสองสามชั่วโมง ทำได้เพียงแค่พูดทักทาย สวัสดี สบายดีไหม ขอโทษถ้าต้อนรับไม่ได้ดีพอ เป็นการทักทายเพียงผิวเผิน และไม่คุ้มค่ากับการนำคนทำกิจกรรมเดินสายพบกับชาวบ้าน เช่น แป๊ะ บางสนาน มาเพียงร้องเพลงไม่กี่เพลง และไม่ได้มีเวลามากนักสำหรับการพูดคุยประสบการณ์พบปะชาวรากหญ้าในหลายจังหวัดที่ประเทศไทยของเขา

เวทีเฮลซิงกิครั้งนี้อาจไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้แนวร่วมคนยุโรปเข้าใจการต่อสู้ของคนเสื้อแดง  แต่อาจจะใช้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับแกนนำ นปช. ยุโรป ในการเตรียมประเด็นนำเสนอหรือตอบโต้เมื่อต้องพบเจอคำถามที่ท้าทายจากชาวต่างชาติอีกในครั้งต่อไป

โดยเฉพาะการปรับท่าทีการตอบคำถามต่อกรณีทักษิณต่อนโยบายปราบปรามสงครามยาเสพติดที่ในปี 2546 ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตร่วมสามพันคน ซึ่งจะต้องถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้ง ด้วยคำตอบที่ว่า “คุณไม่รู้ความจริง คุณไม่รู้จักประเทศไทย ทักษิณถูกกลั่นแกล้ง คนที่ตายเป็นพวกอำมาตย์ หรือว่าเราต้องขอบคุณทักษิณที่นโยบายนี้ทำให้ยาเสพติดหายไปจากหมู่บ้าน เป็นต้น”  ซ่ึงเป็นคำตอบที่ไม่สามารถสร้างความกระจ่างได้ โดยเฉพาะในประเทศที่มีการยกเลิกโทษประหารชีวิต และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถถูกนโยบาย “ศาลเตี้ย” หรือถูกตัดสินให้ตายโดยไม่มีกระบวนการไต่สวน ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของรัฐบาลใด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่กำลังจะมาถึง

หลังจากการโต้เรื่องทักษิณ ทำให้บรรยากาศในงานไม่เอื้อต่อประเด็นหนักๆ หรือนำเสนอเรื่องการได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมของคนรากหญ้า ของนักโทษการเมือง และโดยเฉพาะเรื่องการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างรุนแรงและบ้าคลั่งในปัจจุบัน รวมทั้งการจับกุม คุมขังและกลั้นแกล้งนักโทษคดีหมิ่นฯ จำนวนมากมาย อย่างขัดต่อหลักการณ์แห่งเสรีภาพและสิทธิของผู้ต้องหา กว่าร้อยปีที่ผ่านมา มีผู้เสียสละมากมายเพื่อประเทศไทย เพื่อประชาธิปไตยไทย และไม่ใช่เพื่อทักษิณเท่านั้น และมันก็มีมากมายเกินพอแล้ว เรามีเหยื่อแห่งการเมืองแห่งอำนาจชนชั้นสูงและนายทุนมากมายในทุกสมัย(รวมทั้งสมัยทักษิณด้วย) ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม เมื่อเราเรียกร้องเรื่องยุติสองมาตรฐานและนำความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมไทย คนเสื้อแดงก็ควรจะพร้อมที่จะยอมรับในกระบวนการยุติธรรมของผู้เสียหายทุกคน ที่ลุกขึ้นมานำเสนอปัญหาในฐานะเหยื่อทางการเมืองไม่ว่าจากรัฐบาลใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีนักการเมืองของพรรคเพื่อไทยอยู่ในเรือนจำอยู่ในขณะนี้ และมีจำนวนพุ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

Evelyn Beatrice Hall, (1868 – 1939) กล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านกล่าว แต่ข้าพเจ้าจะปกป้องสิทธิที่จะพูดของท่านด้วยชีวิตของข้าพเจ้า “I disapprove of what you say, but I will defend to the death your right to say it,”

สามสาวจากฟินแลนด์ที่เดินทางมาทั้งโดยรถแทรกเตอร์มาต่อรถไฟ และขับรถทั้งวันเพื่อมาร่วมงานนี้

รูปหมู่ระหว่างกลุ่มฟินแลนด์กับพี่หาญและพี่เมย์

ข้าพเจ้าขอย้ำว่า ข้าพเจ้าเห็น ชื่นชม สนับสนุนการลุกขึ้นสู้ของคนไทยจากทุกหมู่เหล่าหลายล้านคนเพื่อประชาธิปไตย เห็นและชื่นชมในความรัก ในความเสียสละเพื่อนักการเมืองที่พวกเขารักของพี่ๆ ประสานงานกลางจากเยอรมัน ของพี่ๆ น้องๆ เสื้อแดงที่ปารีส และเหล่าแกนนำทั้งหลายที่ทุ่มเทเงินทองและเวลาเพื่อการเดินทางไปพบปะกับคนเสื้อแดงทั้งในประเทศไทยและในประเทศต่างๆ ในยุโรป ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แต่จะให้ข้าพเจ้าวางความคิด ความรู้สึกและความยึดมั่นในหลักการสิทธิมนุษยชน หลักการประชาธิปไตย และองค์ความรู้ที่ทั้งหมดเพื่อร่วมขับเคลื่อนไปกับคนรากหญ้าเพื่อนักการเมืองและพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งนั้นไม่อาจจะกระทำได้

การจะเลือกพรรคเพื่อไทยนั้น ก็เพราะพรรคเพื่อไทยมีแนวนโยบายปฏิรูปการเมืองที่ชัดเจน โดยเฉพาะแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายที่ริดรอนสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในการรวมตัวต่อรองของประชาชน และ/หรือกฎหมายที่ละเมิดปฏิญาสากลของสหประชาชาติ ทั้งยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 บทรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ไว้จนถูกใช้เพื่อการเมืองอำมาตย์มาต่อเนื่อง ยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน, ยกเลิก พรบ. ความมั่นคง, ยกเลิกคณะองคมนตรี โอนสำนักงานทรัพย์สินฯ มาอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาล ยกเลิกระบบอภิสิทธิชนและระบบเส้นสาย เป็นต้น

ตราบใดที่พรรคเพื่อไทยไม่ประกาศนโยบายเหล่านี้อย่างชัดเจน ตราบนั้นข้าพเจ้าก็ไม่มีทางวางใจเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะแก้ไขปัญหาการเมืองไทยได้

ผมถามว่า “วาระประชาชนของพวกคุณคืออะไร แต่พวกเขาไม่เข้าใจคำถามผม และก็ไม่สามารถตอบได้ สิ่งที่ผมอยากจะพูดวันนี้ ซึ่งตัดสินใจไม่พูดก็คือ มันไม่มีความจริงในเกมการเมือง และการแสวงหาความจริงในเกมการเมืองมันทำไม่ได้จริง” เพื่อนกล่าวกับข้าพเจ้าหลังจากงานเลิก

About Time-up Thailand

0582vqiGkwposk
This entry was posted in แอคชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย. Bookmark the permalink.

Comments are closed.