สาส์นจากนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112)

โลก-ธรรมบ้า!!!

 โอโลกวะโลกเหวย!
 โลกเจ้าเอยโลกบ้า
 อำนาจเถื่อนทื่อสวมขื่อคา
 ตีตรวนตีตราล่าแม่มด

 โอธรรมะธรรมโว๊ย!
 ธรรมตีโบยหฤโหด
 ธรรมไล่ล่าไม่ละลด
 โทษจำคุกยี่สิบปี

 โอโลก-ธรรม ระห่ำบ้า
 กดหัวประชาสิ้นศักดิ์ศรี
 “กลัวสัจจะ เกลียดเสรี”
 จึงตีตรวน “ความคิด” คน

 นักปรัชญาชายขอบ
 ๕ มกราคม 2555

สมยศ พฤกษาเกษมสุข: แรงงานสร้างโลก

27 ธันวาคม 2554
โดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข

ที่มา ประชาไท


แรงงานไทยสร้างโลก …………. สดใส
มูลค่าล้ำอำไพ ………………….. แผ่นฟ้า
นำเงินตรามาไทย ……………… รวยยิ่ง ขึ้นนา
เศรษฐกิจเลิศล้ำ ……………….. ทั่วทั้ง แผ่นดิน

ทุกข์ของคนงานไทย …………… สุดแสน
ต้อยต่ำผลตอบแทน ……………. ถิ่นท้อง
สามร้อยบาทคลอนแคลน …….. โคตรต่ำ ยังยาก
รัฐเลื่อนผลัดเดือนให้ ……………  เศร้าใจ ฉิบหาย

จะอยู่คอยเทวา ………………….  มาหนุน
หรืออาศัยใบบุญ ………………… อุ่นเกล้า
ขอเมตตานายทุน ……………….. รอรับ ชาติหน้า
ได้แน่มีแต่แห้ว …………………… ห่าเหี้ย ช่างมัน

มีแต่ต้องรวมตัว ………………… จัดตั้ง
ไม่แยกแตกกำลัง ……………….. เรียกร้อง
รวมหมู่สร้างพลัง………………… หนักแน่น ได้แน่
โลกทั้งผองแซ่ซ้อง ………………. ก้องไกร ไชโย……

สมยศ พฤกษาเกษมสุข
วันที่ 15 ธันวาคม 2554
เรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์

————————–

หมายเหตุ: ประชาไทได้รับการเห็นชอบจากนายสุวิทย์ ทองนวล ทนายความของ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ว่าการเผยแพร่งานเขียนต่างๆของนายสมยศไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในการต่อสู้คดี

* *  * * * * * *

ปรวย Salty Head

ตอนที่ 3 บ้านเมืองเข้าสู่ยุคเถื่อนยังไง

ถ้าใครยังจำได้หลังจากผมโดน ดีเอสไอ บุกจับกุม ผมเขียนเรื่องราวเล่าเรื่องว่าดีเอสไอจับผมยังไง เผยแพร่ในอินเตอร์เนตเพื่อแชร์ประสบการณ์ที่หาได้ยากกับเพื่อนๆในโลกไซเบอร์ ถ้าท่านเคยอ่านจะเห็นได้ว่าผมไม่เคยมีอคติโกรธเคืองกับเจ้าหน้าที่ที่จับกุมผม เพราะผมเข้าใจว่าเขาทำตามหน้าที่ ส่วนกฏหมายที่ใช้จับกุมมันมีปัญหาในการบังคับใช้ภายใต้อุดมการณ์กษัตริย์นิยมที่ปกคลุมประเทศนั้นก็เป็นอีกเรื่องนึง

ผมเองก็ไม่คิดว่าผมจะต้องมาเขียนเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ต่อเนื่องนี่อีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 ผมไม่คิดว่าบ้านเมืองเราจะเข้าสู่ยุคเถื่อนถึงขนาดนี้ ตลอดมาหลังจากผมหลบหลี้หนีภัยออกนอกประเทศ ผมเข้าขอความช่วยเหลือกับองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งในต่างประเทศ รวมทั้งองค์กรใหญ่ระดับโลกอย่าง UNHCR

ผมถูกสัมภาษณ์นับครั้งไม่ถ้วนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผมก็เล่าให้เขาฟังอย่างตรงไปตรงมาไม่มีใส่สีตีไข่ โดยเฉพาะประเด็นที่เขาถามเน้นคือขณะที่เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ เข้าจับกุมผมมีการทรมานผมหรือไม่ รังแกผมหรือไม่ ผมตอบไปตามตรงว่าไม่มีเลย เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ ที่เข้าจับกุมปฏิบัติต่อผมอย่างดี สั่งอาหารมาให้ผมกินระหว่างสอบสวนด้วย พูดกับผมอย่างดี ที่ผมเล่าไปแบบนี้เพราะผมคิดว่าถึงแม้เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมผมและผมหลบหนีขณะนี้ มันก็เหมือนเรากำลังเล่นเกมส์แมวจับหนูกัน

เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ไล่จับผม ส่วนผมเป็นมนุษย์ผู้รักเสรีภาพผมไม่ยอมให้ตัวเองขาดอิสระภาพผมก็ต้องหนี และผมคิดว่าเกมส์ที่เรากำลังเผชิญกันอยู่นี้เป็นแฟร์เกมส์ ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่จะเล่นเกมส์ตามกฏกติกาที่มีอยู่ ซึ่งจะว่าไปตามกฏกติกาที่มีอยู่ในสภาพบ้านเมืองไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบแบบนี้ เจ้าหน้าที่ก็ถือแต้มต่อเหนือกว่าผมมากมาย

แต่ผมไม่คิดเลยว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองถือกฏหมายฉบับที่เอาเปรียบกฏขี่บังคับประชาชนอยู่ในมือแบบมีอำนาจล้นเหลืออยู่แล้ว พวกท่านยังพยายามใช้อำนาจเถื่อนเล่นเกมส์นอกกฏกติกาที่มีมากอยู่แล้วเข้าไปอีก

วันที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอบุกเข้าจับผมเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาพาผมกลับไปบ้าน พวกเขาเข้าค้นบ้านผมทุกซอกทุกมุม ก็ไม่พบสิ่งของผิดกฏหมายอะไร คงพบแต่โน๊ตบุ๊คผมและหนังสือมากมายเต็มบ้าน พวกเขายังหยิบหนังสือการเมืองบางเล่มไปเพื่อจะดูว่าผมอ่านอะไรบ้าง และภายหลังพวกเขาก็คืนมาให้ผมอย่างดี

หลังจากนั้นเมื่อผมหลบหนีออกจากประเทศไม่นาน บ้านหลังนี้ที่ผมตั้งใจซื้อเพื่อให้แม่กับน้องผมได้มาอยู่ด้วยก็มีเหตุจำเป็นให้ต้องประกาศขาย เพราะเมื่อผมไม่อยู่ต้องหลบออกจากประเทศ ผมไม่มีงานทำ เงินที่ผ่อนบ้านแต่ละเดือนแม่กับน้องสาวผมไม่อาจรับภาระไหว ผมจึงต้องตัดใจประกาศขาย และเพื่อให้ผู้ที่ต้องการจะซื้อมั่นใจว่าเมื่อซื้อแล้วท่านสามารถเข้าอยู่ได้ทันที ผมจึงต้องให้แม่กับน้องสาวย้ายออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น บ้านหลังนี้ก็ว่างลงเป็นเวลาปีกว่าแล้ว ไม่มีใครอยู่ที่บ้าน ไม่มีสิ่งของหลงเหลือในบ้าน คงมีแค่จักรยานคันโปรดของผมฝากจอดไว้อยู่

แต่แล้วจู่ๆไม่กี่วันมานี้ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็เล่นเกมส์เถื่อนกับผม เขาโทรไปหาน้องสาวผมทำทีเป็นขอซื้อบ้าน ถามว่าทำไมถึงขายบ้าน น้องสาวผมก็บอกไปว่าพี่ชายให้ขายเพราะพี่ชายไปอยู่ต่างประเทศ หลังจากนั้นก็มีคนโทรมาอีกครั้งคราวนี้เปิดเผยตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ บอกว่าจะขอเข้าค้นบ้าน มีกุญแจมั๊ย ซึ่งแน่นอนเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นัดล่วงหน้า น้องสาวผมก็อยู่ไกลและไม่ได้เตรียมกุญแจมาจึงบอกไปตามนั้น แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับบอกว่าตอนนี้อยู่หน้าบ้านแล้ว จะขอเข้าค้นเลย มีหมายค้นด้วย น้องสาวผมก็เลยงงว่าจะค้นหาอะไรเพราะบ้านไม่มีใครอยู่มาเป็นปีแล้ว และสิ่งที่ตำรวจบอกทำให้ตอนนี้แม่และน้องสาวผมตกใจและหวาดกลัวมาก เพราะตำรวจบอกว่า จะเข้าค้นปืนเถื่อนภายในบ้าน! และพวกเขาก็เข้าไปค้นภายในบ้านโดยที่ผมไม่ทราบว่าพวกเขาใช้กุญแจอะไรไขเข้าไป และขณะที่ค้นก็ไม่มีคนที่ผมมอบหมายรับรู้การค้นนั้นด้วย และตอนนี้ผมก็ไม่ทราบว่าเขาบันทึกการตรวจค้นว่าพบอะไรหรือไม่!

เหตุการณ์บัดซบที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลสองอย่าง

หนึ่ง การที่ตำรวจยกขโยงกันไปค้นบ้านแบบนี้ แน่นอนเพื่อนบ้านย่อมแตกตื่นและเป็นที่โจษจันกัน เพราะฉะนั้นต่อไปนี้การที่บ้านหลังนี้จะขายได้ย่อมเป็นเรื่องยาก เพราะผมสังเกตุพฤติกรรมคนมาซื้อบ้านก็มักจะไต่ถามความเป็นไปของบ้านจากเพื่อนๆบ้านที่อยู่ใกล้ชิดกัน ถ้าคนจะมาซื้อทราบว่าบ้านหลังนี้เห็นตำรวจยกโขยงมาค้นปืนเถื่อนแบบนี้ ท่านว่าจะมีใครอยากซื้อหรือไม่

สอง หลังเหตุการณ์เกิดขึ้นทำให้แม่และน้องสาวผมหวาดกลัวและกดดันมาก จริงๆมันมีเรื่องราวเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่ผมไม่เคยเล่าคือ เมื่อผมโพสเรื่องราวที่ผมโดนจับครั้งแรกนั้น แม่ผมกับน้องก็โดนเรียกไปสอบ นั้นทำให้ครั้งนี้ พวกเขาถึงขนาดเอ่ยปากฝากมาว่าให้ผมเลิกโพสอะไรเสียทีเถอะ เพราะคนที่อยู่ในประเทศเดือดร้อน นี่มันก็เหมือนเจ้าหน้าที่ทำอะไรผมไม่ได้ก็เที่ยวไปกดดันคนที่ผมรักแทน เพื่อจะให้ผมหยุดต่อสู้

ผมอยากจะฝากบอกไปถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทั้งหลายไม่ว่าหน่วยไหนก็ตาม ผมเป็นประชาชนธรรมดาครับ ผมไม่เคยมีอาวุธใดๆในบ้าน ไม่ว่าอาวุธถูกกฏหมายหรืออาวุธเถื่อน อย่าใส่ร้ายป้ายสีผม หรือไม่ทราบว่าท่านมองจักรยานเสือหมอบผมเป็นอาวุธ!

แต่ถ้าผมจะมีอาวุธอะไรที่จะใช้ต่อสู้เพื่อให้ประเทศที่ผมรักมีความยุติธรรมกลับคืนมา เพื่อให้ประชาชนที่รักเสรีภาพอยู่กันอย่างไม่ต้องหวาดกลัวกฏหมายและอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ผมก็จะบอกว่าผมมีแค่กล้องถ่ายรูป มีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค และอาวุธอีกอันที่สำคัญที่ผมมี ซึ่งท่านควรจะกลัวมากกว่าอาวุธปืนที่พวกท่านเสแสร้งปั้นแต่งขึ้นเพื่อป้ายสีผม นั่นคือหัวใจของผมครับ

ในชีวิตผม ก็เคยได้ยินเรื่องราวแบบนี้มาบ่อยครั้ง เรื่องการยัดข้อหาให้กับประชาชนผู้บริสุทธ์ แต่ผมไม่คิดว่าผมจะเจอเข้ากับตัวเอง ผมไม่ทราบว่าที่พวกท่านกระทำลงไปมีเหตุผลอะไร

ผมไม่รู้พวกท่านพยายามปั้นแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม พวกท่านคงพยายามจะสร้างภาพว่าประชาชนในประเทศนี้ที่ลุกขึ้นเรียกร้องความเป็นธรรมในประเทศ เป็นพวกก่อการร้าย เหมือนๆกับที่ท่านพยายามจะใส่ร้ายป้ายสีประชาชนมาตลอด เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องจริงว่าที่ประชาชนลุกขึ้นมาสู้นั้นเพราะอะไร

แต่พวกท่านคงได้แต่มองประชาชนอย่างผิวเผิน คิดเอาเองว่าต้องมีปืนเท่านั้นประชาชนจึงจะกล้าลุกขึ้นสู้ แต่ผมอยากให้พวกท่านลองมองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ดูเถิดครับ ว่ามีประชาชนมือเปล่าหรืออย่างเก่งก็แต่มีหนังสติ๊กวิ่งเข้าสู้ทหารที่มีอาวุธปืนเต็มอัตราศึกอย่างไร พวกเขาไม่มีอาวุธเทียบเท่าพวกท่าน แต่อย่างนึงที่ประชาชนผู้ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมมีเหนือกว่าพวกท่าน คือหัวใจครับ

และถ้าท่านจะใช้กฏหมายวิธีการพิสดารพันลึกเข้าเหยียบย่ำบีบบังคับหัวใจคนเหล่านี้ ผมขอบอกว่า นอกจากจะไม่ทำให้พวกเขาสยบยอมแล้ว พวกเขาจะลุกขึ้นสู้และตะโกนบอกพวกท่านว่า กูไม่กลัวมึงครับ แม้พวกเขาจะไม่มีอาวุธอยู่ในมือก็ตาม

ท้ายนี้ผมรับประกันแบบมนุษย์ธรรมดาคนนึงได้เลยครับว่า แม้ว่าพวกท่านจะพยายามใช้วิธีเถื่อนใส่ร้ายป้ายสีผมอย่างไร ผมก็จะสู้กับพวกท่านอย่างแฟร์เกมส์ครับ ผมจะไม่ใช้วิธีเถื่อนอย่างที่พวกท่านทำกับผมแน่นอนครับ ผมขอเอาเกียรติของประชาชนธรรมดานี่แหละครับยืนยัน

เพราะผมเชื่อว่าเมื่อวันนึงประเทศเขาสู่ความปกติและมีเสรีภาพ เมื่อนั้นประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้เองครับว่า ในวันที่บ้านเมืองเข้าสู่ยุคเถื่อนใครหน่วยงานไหนทำอะไรไว้บ้าง.

ปรวย salty head

16 ธันวาคม 2554

เป็นวันที่ตัดสินใจยากยิ่งว่าจะโพสเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้ดีหรือเปล่า แต่แล้วก็ตัดสินใจโพสครับ
และพร้อมยอมรับและเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากโพสไปแล้ว

ปล.สำหรับท่านที่ไม่เคยอ่านเรื่องราวของผมมาก่อน อ่านได้ที่นี้ครับ

เขาจับผมยังไง เรื่องจริงจาก ปรวย salty head ตอนที่ 1 http://liberalthai.wordpress.com/2010/07/26/dsi/ and http://hirvikatu10.net/timeupthailand/?p=225&lang=th

เขาสอบสวนผมยังไง เรื่องจริงจาก ปรวย salty head ตอนที่ 2 http://liberalthai.wordpress.com/2010/07/28/dsi-2/ and  http://hirvikatu10.net/timeupthailand/?p=227&lang=th

* * * * * * * * *

สุรพศ ทวีศักดิ์: คำแถลงกรณี ‘การถูกคุกคามเสรีภาพทางวิชาการด้วย ม.112′

นายสุรพศ ทวีศักดิ์
อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน

ทีมา ประชาไท 7 ธันวาคม 2554

เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554 เวลา 12.30 น. ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบมาขอพบผม ณ ที่ทำงาน เพื่อแจ้งหมายเรียกผู้ต้องหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกโดยตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด ลงวันที่ 22 พ.ย.2554 ในข้อหา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ”  โดยให้ผู้ต้องหาไป ณ ที่ตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด พบ พ.ต.อ.ภัทราวุธ เอื้อมศศิธร หัวหน้าพนักงานสอบสวน ในวันที่ 7 ธันวาคม 2554 เวลา 09.00 น.แต่เนื่องจากได้รับหมายเรียกกระชั้นมากเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการเตรียมการ ประกอบกับมีภารกิจจำเป็น ผมจึงขอเลื่อนนัดตามหมายเรียกโดยขอไปพบพนักงานสอบสวนภายในเดือนมกราคม 2555

ข้อเท็จจริงคือ ผมเองเขียนบทความลงประชาไทอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์ “สงกรานต์เลือด ปี 2552” โดยใช้ชื่อจริงในการเขียนบทความทางพุทธศาสนาและสังคม และใช้นามปากกา “นักปรัชญาชายขอบ” ในการเขียนบทความทางการเมือง และเป็นธรรมดาของการเขียนบทความในประชาไทที่จะมีการโพสต์แสดงความคิดเห็น หรือถกเถียงโต้ตอบกันอย่างเสรีท้ายบทความ ระหว่างคนอ่านด้วยกันเอง หรือระหว่างคนอ่านกับเจ้าของบทความ ซึ่งผมเองก็ได้โพสต์แสดงความเห็น และถกเถียงแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ทั้งในชื่อจริงและนามปากกาดังกล่าวอยู่บ่อยๆ

ในกรณีที่ถูกแจ้งความ เท่าที่ผมทราบเบื้องต้นจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อความที่ถูกแจ้งหมิ่นฯ คือข้อความที่โพสต์ในชื่อ ‘นักปรัชญาชายขอบ’ ซึ่งโพสต์แสดงความเห็นท้ายบทความชื่อ “จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่างไร?” ของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่เผยแพร่ในประชาไท เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 และเรื่องนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อขอข้อมูลมาทางมหาวิทยาลัยตั้งแต่วัน ที่ 6 ตุลาคม 2553 และผมเองก็ทำหนังสือชี้แจงไปแล้วตั้งแต่นั้น แล้วเรื่องก็เงียบไป

แต่อยู่ๆ ก็มาดำเนินคดีกับผมเอาตอนนี้ ตอนที่เราได้รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งด้วยการต่อสู้ที่ชู “ธงประชาธิปไตย” และ “ธงความยุติธรรม” ซึ่งมีทั้งนักวิชาการและประชาชนจำนวนมากที่เสี่ยงมากบ้างน้อยบ้าง “ร่วมต่อสู้” ตามกำลังของตนเองภายใต้ “ธง” ดังกล่าว และในกรณีของผมเอง ตำรวจจากส่วนกลางมาขอข้อมูลจากทางมหาวิทยาลัย ผมจึงแปลกใจว่า เหตุใดจึงมาดำเนินคดีเอาตอนนี้ ตอนที่เราเชื่อว่าได้ “รัฐบาลประชาธิปไตย” และทำไมไม่ดำเนินคดีที่สวนกลาง แต่กลับโยนเรื่องกลับไปดำเนินคดีที่ร้อยเอ็ด

ส่วนข้อความที่ถูกแจ้ง ผมคงพูดในรายรายละเอียดไม่ได้ คงพูดเพียงกว้างๆ ได้ว่า เนื้อหาสำคัญของข้อความนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นถกเถียงทางวิชาการที่ เป็นสาธารณะอยู่แล้ว แม้สื่อกระแสหลักจะยังไม่ถกเถียงเรื่องนี้แพร่หลาย แต่ก็มีแพร่หลายใน social media อยู่แล้ว ผมมั่นใจว่าข้อความดังกล่าวไม่ได้มีความหมายหรือแสดงถึงเจตนาหมิ่นเบื้องสูง แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นข้อเสนอในการแลกเปลี่ยนท้ายบทความเชิงวิชาการว่า “กติกา” เกี่ยวกับสถานะ อำนาจ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในอนาคตควรเป็นอย่างไร โดยไม่มีคำกล่าวหา หรือคำไม่สุภาพใดๆ ที่พาดพิงถึงพระมหากษัตริย์ในฐานะ “ตัวบุคคล”

ผมขอพูดในเชิงอุปมาอุปไมยว่า สมมติว่าผมรู้ว่าในทางพุทธศาสนามีศีลห้ามพระสงฆ์รับเงิน แม้ผมจะยอมรับได้ว่า การที่พระสงฆ์ต้องรับเงินในสมัยปัจจุบันเพราะมีความจำเป็นเนื่องจากอยู่ใน โลกของความเป็นจริงที่ต้องใช้เงิน แต่ด้วยความห่วงใยพุทธศาสนาผมจึงเสนอให้องค์กรปกครองสงฆ์ออกกฎของสงฆ์ “ห้ามพระสงฆ์มีบัญชีเงินฝากส่วนตัว” ต่อมามีผู้ไปแจ้งความว่าผมหมิ่นประมาทพระสงฆ์ว่ามีบัญชีเงินฝากส่วนตัวด้วย “ข้อความอันเป็นเท็จ” และสมมติอีกว่าความผิดตามกฎหมายมาตราที่เขาไปแจ้งความนั้น ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาแสดงข้อเท็จจริงหักล้างว่า ข้อความที่เขากล่าวหาว่าเป็นเท็จนั้น “ไม่เป็นเท็จอย่างไร” ตามตัวอย่างนี้ แค่คิดด้วยสามัญสำนึกธรรมดา เราก็รู้ว่ากฎหมายแบบนี้มันไม่ยุติธรรม หรือไม่แฟร์กับผู้ถูกกล่าวหา

ผมคิดว่ากฎหมายหมิ่นฯ ม.112 ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ว่าข้อความของเขา “ไม่เป็นเท็จอย่างไร” ก็เป็นกฎหมายที่ไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาโดยพื้นฐานอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังกำหนดอัตราโทษไว้สูงเกินไป

กรณี “อากง” ที่ส่งข้อความ 4 ข้อความไปที่โทรศัพท์มือถือส่วนตัวของคนอื่นต้องถูกจำคุกถึง 20 ปี ผมคิดว่ามันอธิบายไม่ได้ว่ายุติธรรมอย่างไร อีกอย่างการที่ให้ใครแจ้งความก็ได้ เราก็พบปัญหานี้มาตลอดมาว่า มันมีการกลั่นแล้งกัน มีการใช้ ม.112 ทำลายกันในทางการเมือง และคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ

โดยส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับแนวทางของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และคณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ กลุ่มนักเขียน นักวิชาการอิสระ และคนอื่นๆ อีกจำนวนมากที่แลกเปลี่ยนกันทาง social media เช่น เฟซบุ๊ค สื่อออนไลน์ต่างๆ ที่ยืนยันเหมือนกันว่า สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 และเห็นด้วยกับการรณรงค์ให้ปล่อยอากง ปล่อยนักโทษการเมือง และให้แก้ไข ม.112 ให้สอดคล้องกับหลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย

แนวทางนี้คือแนวทางปกป้องสถาบันที่ดีที่สุด เพราะเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านสังคมเราให้เป็นประชาธิปไตย คือ   “ต้องไม่ให้มีการอ้างสถาบันทำรัฐประหาร” ได้อีก ไม่มีการใช้ ม.112 ทำลายกันในทางการเมือง ไล่ล่าคนเห็นต่างในทางการเมือง หรือคุกคามเสรีภาพทางวิชาการได้อีก

ผมคิดว่า สิ่งที่ผมโดนตอนนี้คือ “การคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ” ในอีกรูปแบบหนึ่ง มันมีคนที่คิดต่างเห็นต่างในเรื่อง “การปกป้องสถาบัน” ไปแจ้งความไว้ที่จังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อให้ผมเสียเวลาเดินทาง เสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี อันนี้เห็นได้จากที่เขาตามโพสต์ด่าท้ายบทความของผมมาตลอด แล้วก็โพสต์เอกสารแจ้งความขึ้นเว็บประชาไท และเยาะเย้ยทำนองว่า “มึงเตรียมกระเป๋า เตรียมค่ารถเดินทางมาพบตำรวจที่ร้อยเอ็ดหรือยัง” อะไรประมาณนี้ เท่าที่ทราบมา คนเดียวกันนี้ไปแจ้งคดีหมิ่นฯ กับคนอื่นๆ อีกถึง 6 คดี นี่คือปัญหาของ ม.112 ที่ใครจะไปแจ้งความไว้ที่ไหนก็ได้ เขาต้องการให้เรากลัว และหยุดคิด หยุดเขียน หยุดพูด หยุดอภิปรายถกเถียงตามแนวทางที่ผมว่ามา

และสำหรับสังคมไทย ก็มักจะมองว่าผู้ต้องหาในคดีหมิ่นฯ ไม่เพียงแต่เป็นผู้ถูกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายเท่านั้น หากแต่เป็น “ความผิดบาป” ที่ทำให้ครอบครัว คนรอบข้าง ญาติมิตรต่างหวาดกลัวและเครียดไปตามๆ กัน ผู้ต้องหาก็อาจถูกเพื่อนร่วมงาน ถูกสังคมที่เขาสังกัดพิพากษาไม่ต่างอะไรกับ “ไอ้ฟัก” ในนวนิยายเรื่อง “คำพิพากษา” ของชาติ กอบจิตติ อันนี้คือข้อเท็จจริงไม่ใช่ “ดราม่า” หรือถ้ามันจะเป็น “ดราม่า” มันก็คือ “ดราม่า” ที่เป็นความจริงเฉพาะของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า สังคมเราจำเป็นต้องเรียนรู้จาก “บทเรียน” ที่ผ่านมาว่า 14 ตุลา 6 ตุลา และ พฤษภา 53 นักศึกษาและประชาชนถูกฆ่าตายมามากเกินไปแล้วด้วย “ข้อกล่าวหาล้มเจ้า” แล้วผลของการต่อสู้นั้น เราก็ได้แกนนำฮีโร่ในยุคต่างๆ ได้การเลือกตั้ง และการเกี้ยเชี้ยของชนชั้นนำเพียงไม่กี่กลุ่ม สุดท้ายก็ไม่มีหลักประกันว่า จะเกิดรัฐประหารและการนองเลือดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะเราไปไม่ถึง “การสร้างกติกา” ให้ทุกสถาบันอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพและความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตยอย่าง แท้จริง

บางคนบอกว่า ถ้าจะพูดหรือเขียนอะไรในเชิงตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวคิด อุดมการณ์ หรือกติกาเกี่ยวกับเรื่องสถาบันต้องดูสถานการณ์ก่อนว่าปลอดภัยหรือไม่ อันนี้ผมเองก็เคารพความรู้สึกของแต่ละคน เพราะระบบกฎหมายและวัฒนธรรมทางความเชื่อเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของสังคมนี้ มันทำให้เราต้องหวาดกลัวที่จะใช้เสรีภาพและเหตุผลอย่างถึงที่สุดในการถก เถียงปัญหาระดับรากฐานของความเป็นประชาธิปไตยจริงๆ แต่อยากให้ช่วยกันมองอีกมุมว่า ถ้ามันปลอดภัยแล้วก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก ผมคิดว่าที่ใครๆ เขาเสี่ยงพูดเรื่องสถาบันในเวลานี้เขาเสี่ยงเพื่อให้สังคมนี้มีกติกาที่ ประชาชนมีเสรีภาพสามารถพูดถึงสถาบันในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ “บุคคลสาธารณะ” ใน “ระบอบประชาธิปไตย” ได้อย่างปลอดภัย นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามีความจำเป็น แม้จะต้องเสี่ยง ซึ่งไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์อื่นใดนอกจากเพื่อยืนยันความมั่นคงของสถาบันที่ ต้องสอดคล้องกับความมั่นคงของประชาธิปไตย

ผมคิดว่าเราต้องไม่ปล่อยให้มันสายเกินไป ต้องช่วยกันปลดล็อกเงื่อนของความความรุนแรงนองเลือดที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถึงเวลาแล้วที่สังคมเราควรเลิกหลอกตนเอง ยอมรับความจริงเสียทีว่า เวลานี้สังคมเราเดินมาถุงจุดที่ต้องร่วมกันสร้าง “กติกา” ให้ทุกสถาบันอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเป็นกติกาที่สามารถ “หยุดการอ้างสถาบันทำรัฐประหาร” ได้ตลอดไป

* * * * * * * * *

* * * * * * * * *

ผลกระทบของ ม.112 ต่อ กระบวนการ ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

by ผู้พันสู้ ตัวจริง

7 ธันวาคม 2544

สืบเนื่องจากการที่ผมเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งโดยเนื้อหา  ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย (1) พระมหากษัตริย์ (2) พระราชินี (3) รัชทายาท หรือ (4) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบ

ผมเองเป็นหนึ่งไม่กี่คนที่ได้รับการประกันตัวออกมาใช้ชีวิตในสังคมซึ่งยังคงคุกรุ่น ในความหวาดระแวงต่อกา รัฐประหารยึดอำนาจรัฐจากฝ่ายเผด็จการ

ทั้งแบบที่เรียกว่าตุลาการภิวัฒน์  หรือเต็มรูปแบบ โดยใช้การเคลื่อนกำลังทหารและยุทโธปกรณ์เข้ายึดอำนาจรัฐเพื่อให้เกิดรัฏฐาธิปัตย์ สิ่งเหล่านี้สำหรับผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ที่เรียกตนเองว่า นปช .(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ) หรือ คนเสื้อแดง ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก  แต่สำหรับ ผู้ที่ ถูกแบ่งแยก อีกสีหนึ่งคือกลุ่ม พธม.(พันธมิตรปรระชาชนเพื่อประชาธิปไตย) หรือคนเสื้อเหลือง และอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกล้อเลียนจากฝ่ายเสื้อแดงหัวก้าวหน้า ว่า สลิ่ม ( หลากสี) นั้น กลับไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ กลับ มีทีท่า สามารถยอมรับได้ ในวิถีทางที่ไม่เป็นประะชาธิปไตย แต่ต้องการ การปกครอง ซึ่งผมขอ เรียกว่า “ธรรมาภิบาลอุดมคติ “  บุคคลทั้ง 3 กลุ่ม นี้ เป็นผลพวง ที่ผมเชื่อว่า มาจากวิธีการปกครองทางการทหาร ที่ เรียกว่า “แบ่งแยกแล้วปกครอง ( Divide and Rule )”  และ แบ่งแยกแล้วเอาชนะ ( Divide and Conquer ) ซึ่งผมคุ้นเคยกับมันดีในโรงเรียนทหาร และผมเชื่ออย่างสนิทใจว่า “เป็นการวางแผนแบบมีขั้นตอนปฏิบัติ  ( procedure )” โดยฝ่ายเผด็จการอนุรักษ์นิยม ที่ถูกนิยามศัพท์ ว่า เป็น “อำมาตยาธิปไตย”

วิธีการที่ทำให้ เกิดการแบ่งแยกได้ชัดเจน ในขั้นแรก ได้ใช้อดีต นายกรัฐมนตรี คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาใช้เป็นเกณฑ์ เริ่มตั้งแต่คน เสื้อเหลืองทำการชุมนุมขับไล่ รัฐบาลที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งท่วมท้นในประวัติศาสตร์ ( ซึ่ง ถูกกล่าวหาว่าซื้อเสียงและทุจริต )  และจบลงด้วยการรัฐประหารโดย คปค (คณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข )  ซึ่งภายหลังเปลี่ยนมา เป็น คมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ)  และได้มีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ขึ้นมาใช้แทน รัฐธรรมนูญฉบับเดิม 2540 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำให้เกิด “เผด็จการรัฐสภา “ ?

ซึ่งต่อมาได้มีการเลือกตั้ง อีกครั้งก็กลับกลายเป็น พรรคพลังประชาชน ซึ่งเชื่อได้ว่า มี พ.ต.ท.ทักษิณ ฯ สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง คราวนี้ กลุ่มคนเสื้อเหลืองกลับมาอีกครั้ง และ จบลงด้วย กระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ปลด นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ลงจากตำแหน่งด้วยขอหาอันลือลั่น คือ “ทำกับข้าว” และสุดท้าย นำไปสู่ ยุบพรรคพลัง ประชาชน และ ทำให้นายกรัฐมนตรี สมชาย วงสวัสดิ์ หลุดจากตำแหน่งอีก คน พร้อมการก้าวเข้ามารับ ตำแหน่ง  นายกรัฐมนตรีของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากการพลิกขั้วอำนาจทางการเมือง และนี่ทำให้ นปช.กลับมาแต่คราวนี้กลับมาใน การปรับเปลี่ยน ภาพใหม่คือ เป็นการใช้เสื้อสีแดงอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งส่วนตัวผม ฝ่ายเผด็จการได้ทำการ “แบ่งแยกแล้วปกครอง”สำเร็จสมบูรณ์

เมื่อทำการแบ่งแยกและปกครองสำเร็จเรียบร้อยแล้วคราวนี้ เป็นกระบวนการเตะตัดขาประชาธิปไตย อันโหดร้ายและน่ารังเกียจที่สุด คือ “โหนสถาบันกษัตริย์” โดยใช้  คำพูดว่า ล้มเจ้า ใส่ร้ายให้กับ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่กำลังชุมนุมเรียกร้องให้ นาย อภิสิทธิ์  ยุบสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย ไม่เคยมีคนเสื้อแดงเคยคาดคิดมาก่อนว่า  และ จะเจอการยัดข้อหา ร้ายแรง ซึ่ง ตามวัฒนธรรมไทยถือว่า สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งสูงส่ง จะละเมิด มิได้และยังมีความเชื่อ พระมหากษัตริย์เป็นผู้มีบุญญาธิการ   วิธีการ”โหนเจ้า”  ถูกเริ่มนำมากล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจะตั้งราชวงศ์ ใหม่ซึ่งเป็นคำกล่าวหาที่เลื่อนลอยของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญ ของเสื้อเหลือง แหละหลังจากมีการสลายการชุมนุม  ซึ่งจบด้วยชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก ซึ่งไม่ขอสรุปว่าเกิด จากฝ่ายใด

กฎหมายอาญามาตรา 112   เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญและเป็นเครื่องมือ ในการกำจัดศัตรูทางการที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมือง เมื่อมีการชุมนุมกลุ่มย่อย เล็ก ๆ การแจก ใบปลิว การโพสต์ข้อความบน เว็บไซด์  วิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงาน ของรัฐบาลขณะนั้น เริ่มมีการ แจ้งความดำเนิน คดี จับกุม คุมขัง  และแล้ว ก็มาถึงผม “เหยื่อรายแรกของ ศอฉ.” ในการสั่งห้ามกำลังพลเล่น  facebook  โดยขบวนการล่าแม่มด ( Social Sanction ) ที่ผมบุกเดี่ยวไปลุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลายเว็บเพจ มาตรา 112 ถูกนำมาดำเนินการใช้กับผมในไม่นาน หลังจาก ที่ผมไม่พอใจการทำงานและเห็นต่างหลายเรื่องกับรัฐบาลในการสลายการชุมนุม

ผมขอถ่ายทอดความรู้สึกในส่วนนี้ไปในคราวเดียวกันเพื่อให้รับทราบถึงกระบวนการอันโหดร้าย และไร้ความยุติธรรม รวมทั้งความรู้สึกทางสังคมที่เกิดขึ้นกับ ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีนี้

หลังจากผมต้องคดีนี้ สิ่งแรกที่ผมได้พบกับตัวเองคือ การปล่อยข่าวลวง ให้หลบหนีการจับกุมในทันที  มีการสร้างข่าวว่า จะมีการใช้กำลัง สารวัตรทหารมาบุกจับกุมค้นบ้านพักของผมในเวลากลางคืน สร้างความหวาดระแวงให้กับผมเป็นอันมาก มีการสะกดรอย ดักฟังโทรศัพท์ส่วนตัวของผมว่ามีส่วนร่วมกับอีกฟากการเมืองหรือไม่ ซึ่งเวลานั้นผมไม่เคยรู้จักหรือติดต่อกับนักการเมืองคนใดเลย

สุดท้ายผมประกาศยอมตาย หากมีใครมากระทำการละเมิดสิทธิส่วนตัวของผม ในฐานะที่ผมเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร  ผมนอน แต่งเครื่องแบบ  ทุกคืน พร้อมปืน และกระ สุน 30 นัด ยอมแลกชีวิตกับการกระทำอันป่าเถื่อนไร้ซึ่งกฎหมาย   ลองคิดซักนิดว่าถ้าไม่ใช่ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาจะตกอยู่ในสภาพอย่างไร

หลังจากนั้น เหตุการณ์ผ่านไปด้วยดีมีการดำเนินการตามขั้นตอนตามสิทธิ ของผม ผมถูกสั่งให้ออกจากตำแหน่ง ให้มาช่วยราชการ โดยมีคำสั่งโดยวาจา ไปทั้งหน่วยงาน ว่าห้ามผม จับคอมพิวเตอร์ ผมก็อดขำไม่ได้ว่าแล้วแบบนี้ผมจะหาข้อมูลหรือเตรียมสำนวนในการชี้แจงข้อกล่าวหาได้อย่างไร     ผมทนอยู่ในสภาพ เหมือนคนถูกกักบริเวณมา 4 เดือน หายไปไหนไม่ได้ ขาดอิสระ  และแล้ว คำสั่ง  พักราชการก็ออกมา ผมใจหายเลย  อืม ผมจะเป็นคนที่ตกงานแล้วนะ ไม่เงินเดือน ไม่มีตำแหน่ง ผมจะอยู่อย่างไร

ช่วงชีวิตความเป็นอำมาตย์หมดไป สูงสุดคืนสู่สามัญผมได้เรียนรู้ไว กว่าวัยอันควร สำหรับ คนอายุ 35 ปี เป็นวัยซึ่งมีพลังในการทำงาน ผมไม่หยุด ยังสู้อยู่ด้วย 1 สมอง 2มือ ที่มีพ่อและแม่ของผมคอยช่วยเหลือ มีเพื่อนดี ๆ มี พี่ ๆ มี อดีตลูกน้อง รุ่นน้องคอยช่วยเหลือเรื่องการเงินในการลงทุน ธุรกิจ ผมยังอยู่ได้  แต่ต้องอยู่แบบ “พอเพียง” ตามแนวพระราชดำริ หรือว่า ผมจะกลับบ้านไปทำนาดีไหม

นี่คือความรู้สึกของผมเพียงเท่านั้น  แต่คนอื่นที่แย่ยิ่งกว่าผมหล่ะเขาจะประสบชะตาชีวิต ยังไงบ้านแตกสาแหรกขาด ไร้กำลังทรัพย์ ไร้ซึ่ง ครอบครัว ผมโชคดีกว่าคนอื่นมากนัก

ความเลวร้ายของมาตรา 112 ไม่ได้มีแค่ที่ผมกล่าวมา ผมมองว่าการจะปกป้องสถาบันให้สูงส่งได้นั้น ก็คือการหยุดการกล่าวหากันพร่ำเพรื่อ และยุติการกล่าวหาโดยใช้ความรู้สึกทางการเมือง มาใช้ และน่าจะต้องจำกัดสิทธิในการแจ้งความและดำเนินคดี  ให้อยู่ในพระเนตรพระกรรณ ของพระบรมวงศานุวงษ์

ผมขอเสนอให้สำนักราชวัง เป็นเจ้าภาพในการจัดการ และมีคณะทำงานเป็นผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเท่านั้น เป็นผู้มีสิทธิตัดสินใจ ไม่ใช่ให้ใครก็ได้นำข้อกฎหมายนี้ มาทำร้ายกันอีก

ทำไมผมถึงมองว่า  ม.112 เป็น กฎหมายที่เกี่ยวกับการเรียกร้องประชาธิปไตย ก็เพราะว่ามาตรานี้ มักจะถูกนำมาใส่ร้ายใส่ความกัน และทำให้คนไม่กล้าพูด เกี่ยวกับการปกครองอันคลุมเครือการก้าวก่าย  ทางการเมืองของผู้ใกล้ชิด สำนักราชวัง ทั้งที่เห็นอยู่เต็มตาและไม่เปิดเผย

ถึงเวลาแล้ว  ที่ แกนนำนปช. ซึ่งอวดอ้างตนเอง ว่าเป็นผู้นำมวลชน แลบางครั้งยังยัดข้อหาแดงเทียมให้ผู้คิดต่างอยู่บ่อย ๆ  จะกล้าหาญและ นำมวลชนให้รับรู้และช่วยผักดัน ต่อรัฐบาล เรื่องการแก้ไข และปรับปรุง เนื้อหาและวิธีการ ดำเนินคดี ของมาตรา 112 นี้  เพื่อเป็นการยกย่องเทอดทูนสถาบันกษัตริย์ มิให้ต้องเสื่อมพระเกียรติ  กับการที่ฝ่ายการเมือง นำกฎหมายนี้มาทำร้ายพสกนิกรของพระองค์ท่าน

หากแกนนำ นปช.ยังคงนิ่งเฉยละเลยกับเรื่องนี้ ก็คงคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่ ท่านจะต้องถอยออกมา และอย่าหวังจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่ยั่งยืน เพราะว่า ต่างฝ่ายก็จะอ้างความจงรักภักดิ์ดีมาทำร้ายใส่ความอีกฝ่ายหนึ่ง

เพื่อความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในระบอบ”ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข “

พวกเราจะต้องกล้าหาญที่จะพูดถึงวิธีการแก้ไขกฎหมายอันตราย  กฎหมายอาญามาตรา 112 ข้อนี้ เพื่อ “ความยั่งยืนของประชาธิปไตย และ พระะบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์เจ้า”

* * * * * * * * *

จดหมายจากทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา ของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด)

Update: จดหมายจากทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา ของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด)

สืบเนื่องจากจดหมายจากเรือนจำคลองไผ่ของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ดารณี ดร. สุธาชัยและสหายได้เดินทางไปเยี่ยมดารณีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 ต่อไปนี้เป็นรายงานการเยี่ยมเยียนครั้งนี้

30 พฤศจิกายน 2554

ดร. สุธาชัยไปทัณฑสถานหญิง จ. นครราชสีมา (เรือนจำคลองไผ่)

โดย พุนพิน
29 พฤศจิกายน 2554

หลังจากที่เพื่อนพ้องอาจารย์สุธาชัยได้รับทราบการขอความช่วยเหลือของคุณ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผ่านทางจดหมายที่เธอเขียนออกมาจากเรือนจำคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว พวกเขาได้เผยแพร่จดหมายและได้รวบรวมเงินภายในกลุ่มได้จำนวนหนึ่ง อีกทั้งมีเพี่อนใจดี 1 ท่านอาสาออกค่าน้ำมันและขับรถพาอาจารย์ไปพบคุณดารณีที่เรือนจำดังกล่าว

คณะออกเดินทางจากกทม. ก่อน 6 โมงเช้าของวันที่ 29 พย. 54 โดยใช้เส้นทางโทลล์เวย์ การจราจรแออัดไม่น้อยทั้งที่ยังเช้าอยู้ทั้งนี้เพราะถนนวิภาวดีฯ ข้างล่างยังมีน้ำท่วมขัง แต่เมื่อผ่านย่านรังสิตไปแล้ว การจราจรก็คล่องตัวเป็นปกติ เราใช้ถนนมิตรภาพ ผ่านลำตะคอง เห็นรูปสลักหินทรายของพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ในท่านั่งอยู่ด้านซ้ายมือ เลยจากตรงนี้ไม่เกิน 10 นาที มาถึงสี่แยกใหญ่ เห็นสะพานสำหรับคนเดินข้ามถนนมิตรภาพ ก็แสดงว่ามาถึงเป้าหมายซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายมือแล้ว

แลนด์สเคปและทิวทัศน์สวยมาก ทัณฑสถานตั้งอยู่บนเนินสูง อากาศดี

คณะเราเดินทางไปถึง 10 โมงเศษ มีญาตินั่งรอที่โถงพักรอเยี่ยมราวร้อยคน ดูหน้าตาและการแต่งตัวเราเดาในเบื้องต้นว่าไม่ใช่คนในพื้นที่ และก็จริงตามที่คาดเดา เราทักทายกับญาติ 3 – 4 กลุ่ม ล้วนรอเยี่ยมญาติที่ถูกย้ายมาจากลาดยาวทั้งสิ้น(ส่วนใหญ่ต้องคดียาเสพติด ทั้งคนไทยและต่างชาติ)

เจ้าหน้าที่หญิง(ที่เราเห็น) ดูดีเหมือนในหนังฝรั่ง หน้าตาผมเผ้าสะอาด เรียบร้อย แต่งเครื่องแบบเท่ห์ เดินหลังตรง กิริยาอาการ คำพูดคำจาสุภาพ(รวมทั้งแม่บ้านด้วย) อายุไม่น่าจะเกิน 40 ปี ดูเป็นมืออาชีพกว่าเจ้าหน้าที่ชายที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งดูเป็นลูกทุ่งมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด!!

คุณดาเล่าว่า

“ก่อนย้ายมาจากลาดยาว อาหารการกินเริ่มอัตคัดเนื่องจากภาวะน้ำท่วม กระทั่ง เวลาตี 4 ของวันที่ 29 ตุลาคม เรือนจำปลุกผู้ต้องขังขึ้นมาเพื่อแจ้งว่าจำเป็นต้องย้ายฉุกเฉินเนื่องจากน้ำ ท่วม ให้ทุกคนรอรถมารับ ไม่ต้องเก็บของใดๆ ไปด้วย ทั้งนี้เนื่องจากต้องรีบขนย้าย(คน)ให้ลุล่วงก่อนน้ำท่วมสูงจนเกินกว่าที่รถ จะวิ่งได้ กว่ารถจะมารับก็ใกล้เทียง รถ 1 คัน บรรจุผู้ต้องขัง 70 คน เดินทางถึงเรือนจำคลองไผ่ตอนเย็น วันนั้นทั้งวันไม่มีใครได้กินอาหาร และทางคลองไผ่ก็ไม่ได้เตรียมไว้ให้

อาหารการกินที่เรือนจำคลองไผ่อุดมสมบูรณ์กว่าที่ลาดยาว (งบประมาณเท่ากัน) แต่น้ำใช้มีจำกัด แต่ละคนได้ใช้น้ำสำหรับซักผ้าและชำระร่างกายวันละ 1 ถัง (เธอทำมือว่าถังสูงประมาณ 1 ฟุต)”

คุณดาพูดเร็วเหมือนท่องสคริพท์เตรียมไว้ล่วงหน้า เธอรับรู้ข่าวสารของโลกนอกเรือนจำทั้งข่าวจริง ข่าวลือได้แทบจะไม่น้อยกว่าคนข้างนอก และมีความหวังว่าจะได้รับการประกันตัว ด้วยหลักเหตุผลว่า “คดียาเสพติดหนักๆ ยังได้รับการประกันตัวในเวลาอันรวดเร็ว..”

เธอฝากขอบคุณเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกคนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ห่วงใยและช่วยเหลือเธอมาตลอดในหลากหลายรูปแบบ

ก่อนจากมาเราได้ซื้อของกิน ของใช้ตามรายการที่คุณดาเขียนมาเป็นรายการหางว่าว 2 แผ่น เมื่อเจ้าหน้าที่จัดซื้อนำมาบวกรวมมูลค่าทั้งสิ้นเป็นเงินสามพันกว่าบาท แต่คณะได้แลกคูปองไว้ 3,000 บาท เคาน์เตอร์แลกเงินก็ปิดพักเที่ยงไปแล้ว เลยต้องตัดสินใจให้เจ้าหน้าที่เลือกตัดรายการลงไปตามที่เห็นสมควรให้พอดีกับ คูปอง 3,000 บาท

เราเชื่อมั่นว่าอาจารย์สุธาชัยมีภูมิต้านทานเพียงพอที่จะไม่ละเมิดเงิน ที่เพื่อนพ้องสมทบมาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความไม่เป็นธรรม จึงขอร้องให้อาจารย์ยืนเป็นหลักต่อไป (แม้เจ้าตัวจะอึดอัดใจก็ตาม) โดยเพื่อนๆ จะช่วยสนับสนุนตามกำลังทั้งเรื่องการสมทบเงินและการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

บัญชีสนับสนุนคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกลุ่มที่กลุ่มสหาย ดร. สุธาชัย เปิดเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

บัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนรัชดา-ลาดพร้าว เลขที่บัญชี 177-0-72701-2  ชื่อบัญชี นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

* * * * * * * * * *

ห้อง 3/1 เรือนนอน 2 (แดน 2) ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา ถ.มิตรภาพ ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จ.นครราชสีมา 30340

สวัสดีค่ะอาจารย์สุทธาชัยที่นับถือ

ดาเขียนมาถึงอาจารย์ด้วยความระลึกถึง และต้องการขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ให้ช่วยดำเนินการบอกต่อกับพวกกลุ่ม เสื่อแดง ว่าขณะนี้ดาโดนย้ายฉุกเฉินหนีน้ำท่วมมาอยู่เรือนจำคลองไผ่ ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาที่ผ่านมาโดยยังไม่มีใครมาเยี่ยม และเข้าบัญชีเงินตลอดจนซื้อของให้ เพราะยังไม่มีใครรู้ อีกทั้งบุคส์บัญชีเงินที่ลาดยาวก็ไม่ได้ตามมา ทำให้ดาไม่มีตังค์ซื้ออาหารกับของใช้อื่น

ในขณะที่ดาไม่สะดวกด้านสุขภาพที่ทานพวกอาหารแข็งและทานเร็วไม่ได้ เพราะอย่างที่อาจารย์ยิ้มเคยทราบมา ว่าอ้าปากไม่ค่อยได้ การเข้าไปทานใโรงอาหารต้องทานพร้อมคนอื่น และต้องทานให้เร็วเสร็จพร้อมคนอื่น จึงเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างมาก

ดาจึงขอรบกวนทางอาจารย์ช่วยประสานกลุ่มต่างๆ ให้ดาด่วนด้วย จักขอบพระคุณอย่างสูง เพราะตอนนี้ดาไม่สามารถติดต่อกลุ่มไหนได้เลย เพราะไม่มีใครรู้ว่าดาโดนย้ายด่วนมาที่นี่

ดาเลยต้องการให้อาจารย์ช่วยแจ้งข่าวของดา และช่วยบอกพี่ชายดาให้มาเยี่ยมด้วยถ้าเขาสะดวก

รวมถึงแจ้งเรื่องการขอประกันตัวดาด้วย เพราะช่วงนี้เห็นทางเจ้าหน้าที่ลาดยาวเคยบอกว่า เป็นช่วงอนุโลมการขอประกันตัวในช่วงน้ำท่วมจะทำเรื่องได้ง่ายกว่าปกติ มิฉะนั้นอาจพลาดโอกาสดีนี้ไป เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ศาลอาจเลื่อนการฟังคำพิพากษา เพราะเป็นช่วงน้ำท่วม

ดาเลยอยากให้ทางเราลองเสี่ยงทำดู เผ่ือจะฟลุ๊กโชคดี ดาหวังว่าการประสานงานจากทางอาจารย์จะช่วยดาได้อย่างมาก ดังที่ผ่านมา

ดาออกไปได้เมื่อไรจะไม่ลืมความช่วยเหลือที่ผ่านมาที่อาจารย์ช่วยเป็น อย่างดี กอร์ปดาเองก็ทราบมาว่าต้องอยู่ที่คลองไผ่นาน ถ้าอยู่โดยปราศจากปัจจัยด้านเงินไว้ซื้อของจำเป็นคงแย่แน่เลย หวังว่าอาจารย์คงเข้าใจในความจำเป็นของดาในครั้งนี้นะคะ

ด้วยความนับถือ&ระลึกถึงเสมอ

(ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด))

* * * * * * * * *

จดหมายจากเรือนจำสระแก้ว:

สมยศ พฤกษาเกษมสุข

15 พฤศจิกายน 2554

เจ็ดเดือนไม่เห็นดาวพราวระยับ
นั่งนอนนับวันเวลาพาใจเศร้า
ฉันยังอยู่ในคุกเนิ่นนานเนาว์
ได้แต่เฝ้าเพรียกหาเสรีภาพ

เดือนสิบเอ็ดน้ำนองถึงสองฝั่ง
น้ำท่วมขังถั่งโถมชโลมราบ
พายุซ้ำ พิรุณร่ำกระหน่ำทาบ
ทั้งจ้วงจาบจ่อมจมถล่มพัง

มหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่
ทะลักใหลล้นบ่ามาห้องขัง
ถูกย้ายยัดใส่รถยืนเซซัง
ประเดดังซังกระตายคล้ายสัตว์ป่า

ถึงสระแก้วแว่วดังเสียงนกร้อง
เป็นทำนองเพลงหวังดังก้องฟ้า
แม้แออัดยัดเยียดเหมือนขังหมา
แต่ใช่ว่ายอมพ่ายต่อภัยพาล

“แต่ใช่ว่ายอมพ่ายต่อภัยพาล”

สมยศ พฤกษาเกษมสุข
เรือนจำ จ.สระแก้ว
15 พฤศจิกายน 2554

This post is also available in: อังกฤษ

This entry was posted in รณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 ปล่อยนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ. Bookmark the permalink.

Comments are closed.