ใครว่าขบวนการแรงงานไทยอ่อนแอ บทเรียนการต่อสู้ของสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้

เพื่อรำลึกและจดจำนักการต่อสู้ของ นักสหภาพแรงงานที่สู้เพื่อชนชั้นแรงงานตลอดชีวิต จรัล กล่อมขุนทด อดีตประธานสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ และนักสิทธิแรงงานที่ช่วยคนงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะภาคตะวันออกจัดตั้งสหภาพแรงงานได้สำเร็จเป็นจำนวนมาก

จรัล กล่อมขุนทด เสียชีวิตจากการเจ็บป่วยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 เวลา 11.52 น.

**********

ที่มา หนังสือ “ใครว่าขบวนการแรงงานไทยอ่อนแอ บทเรียนการต่อสู้ของสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้”

คณะผู้เขียน จรรยา ยิ้มประเสริฐ, จรัล กล่อมขุนทด และรุ่งนภา ขันคำ

จัดพิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2545, จำนวน 1,000 เล่ม

**********

การต่อสู้ที่ยาวนานของสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้พลาสติก แห่งโรงงานปาลโก้ และ/หรือต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นปาลโก้ อินเตอร์โพลี่ เพื่อให้ได้รับการยอมรับและการเคารพในสิทธิสหภาพแรงงานตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 จนกระทั่งบริษัทปิดตัวลงอย่างถาวรในปี  พ.ศ. 2542 ถือว่าเป็น 10 ปีแห่งการต่อสู้ที่เข้มข้น ดุเด็จ คู่หนึ่งระหว่างนายจ้างและลูกจ้างไทย ทั้งนี้เพราะบริษัทได้ใช้วิธีการต่อต้านที่ถือว่ารุนแรงทางทางตรง และทางอ้อม และการใช้กระบวนการทางกฎหมาย  ในขณะเดียวกันสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้พลาสติกก็ถือได้ว่าสู้ยิบตาถึงแม้ว่าผู้นำหลายคนจะต้องออกจากงานก็ตาม แต่ผู้นำทุกรุ่นของเสรีปาลโก้ฯ ก็นำสหภาพสู้อย่างสมศักดิ์ศรีแรงงานไทย

ทั้งนี้ทั้งลูกจ้างและนายจ้างต่างก็มีคดีความฟ้องร้องกันตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสหภาพแรงงานจะเป็นฝ่ายดำเนินคดีเพื่อฟ้องร้องให้นายจ้างปฏิบัติตามข้อตกลงสภาพการจ้างงานที่นายจ้างได้ทำข้อตกลงไว้กับสหภาพแรงงาน

ในการต่อสู้ในช่วง  10 ปีนั้น สหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ ประสบกับทั้งการพ่ายแพ้ หลั่งน้ำตา และต้องสูญเสียผู้นำที่กล้าหาญ และยึดมั่นในอุดมการณ์หลายท่าน แต่ในขณะเดียวกันก็ประสบกับชัยชนะ ซึ่งในท้ายที่สุดกลายมาเป็นหนึ่งในข้อพิพาทแรงงานประวัติศาสตร์ของขบวนการแรงงานไทย ที่คนงานไทยดำเนินคดีให้จับกุมนายจ้างชาวสิงคโปร์และนายจ้างชาวไทย เข้าห้องขังกว่า 2 วัน ซึ่งการที่คนงานถูกบีบให้ต้องดำเนินมาตรการที่รุนแรงเช่นนี้ นำมาซึ่งทั้งภาพของความรู้สึกเชิงชื่นชมในความกล้าหาญ เด็จเดี่ยว และการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และความเป็นคนงานไทยของสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ

ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งคำถามว่าสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ ทำรุนแรงต่อนายทุนต่างชาติเกินไปหรือไม่  จะทำให้นายทุนไม่กล้ามาลงทุนในเมืองไทยหรือไม่  ซึ่งตรงนี้คนงานไทยคงจะต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินด้วยตัวเองหลังจากได้พิจารณาเรื่องราวของพวกเขา “สหภาพแรงงานเสรีปาลโก้พลาสติก”

บทนำ

กรณีของเสรีปาลโก้  ได้กระตุ้นความสนใจของผู้เขียนมาก ถึงแม้ว่าผู้เขียนไม่ได้รับรู้และไม่ได้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์การต่อสู้ของเสรีปานโก้มาก่อน แต่เนื่องจากผู้เขียนได้รู้จักและได้ร่วมต่อสู้กับอดีตผู้นำของเสรีปานโก้ 3 ท่าน ได้แก่คุณอินชวน ขันคำ อดีตประธานสหภาพแรงานเสรีปาลโก้  คุณรุ่งนภา ขันคำ หนึ่งในผู้นำหญิงที่ร่วมต่อสู้อย่างเข้มแข็งในช่วงโรงงานปิดตัว และคุณจรัล ก่อมขุนทด ประธานคนสุดท้ายของสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ ก่อนที่โรงงานจะปิดตัวลงในปี 2542 ทั้งนี้เราได้มีโอกาสทำงานร่วมกันในช่วงที่โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย ทำการรณรงค์เพื่อหนุ่นช่วยสหภาพแรงงานในกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือในกรณีมีข้อพิพาทแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีมาสเตอร์ทอย และกรณีอัลมอนด์ ที่ผู้เขียนและโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย เข้าไปให้การหนุนช่วยการรณรงค์ทางสากล ซึ่งคดีทั้ง 2  นี้ก็เป็นกรณีที่หยิบยกมานำเสนอในหนังสือเล่มนี้ด้วยเช่นกัน

ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมงานกับคุณอินชวน ขันคำ ในกรณีของมาสเตอร์ทอย  ซึ่งคุณอินชวนเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญที่ช่วยเหลือคนงานมาสเตอร์ทอยในการจัดตั้งสหภาพแรงงานจนเป็นผลสำเร็จ  ท่านที่สอง คุณรุ่งนภา ขันคำ กับผู้เขียนได้ทำงานร่วมกันกว่า 10 เดือนในการให้การหนุนช่วยการต่อสู้ของสหภาพแรงงานอัลมอนด์ ที่เรียกร้องให้บริษัทรับคนงาน 45  คน ที่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากเข้าร่วมกิจกรรมสหภาพแรงงานกลับเข้าทำงาน สำหรับอีกท่านหนึ่งที่เป็นผู้นำคนสำคัญของเสรีปาลโก้ฯ โดยดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ คนสุดท้าย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536-2542 ได้แก่คุณจรัล ก่อมขุนทด ก็เป็นผู้นำแรงงานที่ได้ทำหน้าที่หนุนช่วยคนงานในพื้นที่ภาคตะวันออกในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน  และคุณจรัลได้ให้เกียรติเขียนเล่าเรื่องราวของเสรีปาลโก้ฯ ให้กับผู้เขียนเพื่อนำมาใช้ประกอบในการเขียนบทวิเคราะห์นี้

ทั้งคุณอินชวน คุณรุ่งนภา และคุณจรัล  ต่างก็เป็นผลิตผลของสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ ที่ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้จะไม่มีสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้พลาสติกอีกต่อไปแล้วก็ตาม แต่ทั้ง 3  ท่านก็ได้ดำรงความเป็นนักต่อสู้เพื่อสืบสาสน์อุดมการณ์แห่งสหภาพแรงงานได้อย่างน่าชื่นชม คุณอินชวน ยังคงดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานไทยโคโดมา และตำแหน่งรองประธานสภาแรงงานศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย  คุณจรัล และคุณรุ่งนภา คือนักจัดตั้งสหภาพแรงงานของสหพันธ์กระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทย  เพื่อทำงานเป็นผู้ให้การสนับสนุนการการจัดตั้งสหภาพแรงงานของคนงานไทยในปัจจุบัน

การที่ทั้งสามท่านยังคงมุ่งมั่นทำงานส่งเสริมสิทธิสหภาพแรงงานอยู่จนทุกวันนี้เพราะเข้าใจได้ดีถึงความรู้สึกผูกพัน และความตระหนักในคุณค่าของคำว่า “สหภาพแรงงาน” จนทำให้ผู้นำหลายท่านของเสรีปาลโก้ฯ ไม่ใช่เฉพาะสามท่านนี้เท่านั้น ที่ยังคงทำงานให้การส่งเสริม และจัดตั้งสหภาพแรงงานอยู่ในขณะนี้  ถึงแม้ว่าสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้พลาสติกจะเหลืออยู่เพียงในความทรงจำของพวกเขาก็ตาม คุณจรัลเขียนถึงความรู้สึกตรงนี้ว่า “ถึงแม้จะได้รับเงินก้อนสุดท้ายของการทำงานมาตลอด 10 ปี แต่มันไม่สามารถทดแทนกับความเป็นพี่น้องกันให้กับพวกเราทุกคนโดยเฉพาะองค์กรสหภาพแรงงาน เสรีปาลโก้พลาสติก ซึ่งเป็นองค์กรที่จะต้องเหลือแต่ชื่อ แต่คำว่าสหภาพแรงงาน ยังอยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคน เพราะสหภาพแรงงานสอนให้เรารู้จักการรวมตัวกัน รู้จักการเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน รู้จักปกป้องสิทธิของตัวเองจากนายทุน ซึ่งหวังแต่ผลกำไรอย่างเดียว รู้จักการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสามารถนำความรู้ที่ได้ในเรื่องสหภาพแรงงาน นำมาใช้เกี่ยวกับชีวิตประจำวันได้ และที่สำคัญที่สุดคือเราได้รู้จักกับคำว่า “สหภาพแรงงาน” เรามีความเชื่อว่าสหภาพแรงงานเป็นองค็กรเดียวที่เป็นองค์กรของคนงาน  โดยคนงาน เพื่อคนงานอย่างแท้จริง”

ด้วยการที่ได้รู้จักกับทั้งสามท่านนี้ ทำให้ผู้เขียนได้รับฟังเรื่องราวของการต่อสู้ของทั้งสามท่านในช่วงเป็นแกนนำของสหภาพเสรีปาลโก้ฯ ด้วยความชื่นชม และก็ตัดสินใจเลือกศึกษากรณีการต่อสู้ของสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาในหนังสือเล่มนี้ด้วย

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในการต่อสู้  แต่สหพันธ์กระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ทำการจัดเก็บเอกสารของเสรีปาลโก้ฯ  โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับคดีฟ้องร้อง และคำตัดสินต่างๆ ไว้มาก ทำให้สามารถติดตามเรื่องราวจากเอกสารต่างๆ ได้พอสมควร นอกจากนี้คุณจรัล ก่อมขุนทด และคุณรุ่งนภา ขันคำ ก็ได้เขียนเล่าสถานการณ์ของการต่อสู้ของเสรีปาลโก้ฯ พร้อมกันนี้ผู้เขียนยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์ และพูดคุยกับอดีตแกนนำและที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับกรณีการต่อสู้ของเสรีปาลโก้ท่านอื่นๆ ด้วย ซึ่งได้ทำให้ผู้เขียนได้รับรู้เรื่องราวของเสรีปาลโก้ฯ มากขึ้น จากปากคำของผู้นำที่ได้ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอดนับเวลากว่า 10 ปี ที่ทำงานที่โรงงานปาลโก้ หรือปาลโก้อินเตอร์โพลี่ หลังจากเปลี่ยนมือเจ้าของเมื่อปี พ.ศ. 2538

* * * * * * * *

โรงงานปาลโก้ตามคำบอกเล่าของจรัล ก่อมขุนทด

บริษัท ปาลโก้ อุตสาหกรรม ตั้งอยู่เลขที่ 79 หมู่ 4 ซอย 107 ถนนลาดพร้าว แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. เจ้าของเป็นชาวมาเลเซียและคนไทยถือหุ้นร่วมกัน ทำอุตสาหกรรมประเภทพลาสติกส่งออก ตั้งมาเมื่อปี พ.ศ.2527 ในตอนแรกนั้นมีคนงานเพียง 100 กว่าคน ทำงานเป็นกะ โดยแบ่งออกเป็น 3 กะ  คือ กะเช้า 7.00-15.00 น. กะบ่าย 15.00-23.00 น. กะดึก 23.00-7.00 น. พนักงานออฟฟิศเข้างาน 8.00-17.00 น. เวลาพักระหว่างการทำงาน 1 ชั่วโมง ลูกจ้างที่ทำงานจะได้ค่าจ้างวันละ 35 บาท สวัสดิการอื่นไม่มี ซึ่งค่าแรงที่ได้ก็ไม่ถึงค่าจ้างขั้นต่ำสมัยนั้น ความเป็นอยู่ของคนงานลำบากมาก ถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง บางคนทนไม่ได้ก็ออกไป โรงงานตั้งอยู่ในซอยลึกเปลี่ยว สองข้างทางมีแต่ป่าต้องเดินไปทำงาน คนงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

ในปี พ.ศ.2528 มีการหยุดงานของคนงาน สาเหตุเกิดจากการย้ายผู้จัดการและลูกจ้างเรียกร้องสวัสดิการจากนายจ้าง แต่สามารถตกลงกันได้ นายจ้างไม่เอาความผิดและปรับเงินให้คนละ 45 บาท/วัน การหยุดงานครั้งนั้นไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย หลังจากกลับเข้าทำงานนายจ้างก็คอยจำผิด บางคนต้องออกจากงานไป พอสิ้นปีของแต่ละปีไม่มีการปรับเงินเดือนให้กับคนงาน ทั้งๆ ที่บริษัท ก็มีกำไรเพราะการผลิตถุงพลาสติกในสมัยนั้นยังไม่มีคู่แข่งมากนัก และนายจ้างยังได้ซื้อเครื่องจักรใหม่ ขยายโรงงานมีพนักงานเพิ่มขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามความเป็นอยู่ของลูกจ้างเหมือนเดิม

* * * * * * * *

จุดกำเนิดสหภาพแรงานเสรีปาลโก้พลาสติก

ในสภาวะที่ทั้งนายทุนและรัฐต่างก็ไม่ส่งเสริมเรื่องสิทธิแรงงาน และโดยเฉพาะขบวนการนายทุนทั้งไทยและต่างประเทศต่างก็มีมาตรการทั้งโดยทางตรง และโดยทางอ้อมในการป้องกัน ต่อต้านไม่ให้คนงานในสถานประกอบการของตัวเองรวมตัวกันก่อตั้งสหภาพแรงงาน ขึ้นมาได้ อันมีผลให้ผู้ที่มีแนวคิดในการรวมตัวในโรงงานต่างๆ จำนวนไม่น้อยไม่สามารถทัดทานกระแสการต่อต้านของนายจ้างได้ และก็ต้องถูกเลิกจ้าง ถูกขึ้นบัญชีดำจนไม่สามารถหางานได้ง่ายนัก  แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดยั้งพลังของความเป็นชนชั้นแรงงาน  ที่เชื่อมั่นในศักดิ์ศรีและสิทธิแรงงาน และเชื่อมั่นว่าการรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานนั้นจะเป็นการรวมพลังของคนงาน เพื่อคุ้มครอง และเรียกร้องสิทธิและ สวัสดิการที่ดีขึ้นให้กับคนงานทุกคน

เมื่อคนงานเริ่มเห็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยที่พวกเขาไม่ได้รับสวัสดิการ และในขณะเดียวกันก็ได้รับค่าจ้างต่ำมาก ในขณะที่คนงานเห็นความเจริญรุ่งเรื่องของบริษัทและก็รู้ว่าบริษัทมีกำไรจากผลประกอบการ แต่ในขณะเดียวกันก็เริ่มตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่างความเจริญรุ่งเรื่องของบริษัท กับสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาที่ยังเหมือนเดิม ดังนั้นคนงานจึงได้เริ่มปรึกษากันถึงการตั้งสหภาพแรงงาน

เนื่องจากการประท้วงเมื่อปี พ.ศ. 2528 ทำให้คนงานได้รู้จักกับสหพันธ์กระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทย แกนนำคนงานจึงได้เดินทางมาที่สหพันธ์กระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทยเพื่อขอคำแนะนำในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน

สุนทร บุญยอดซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่จัดตั้งของสหพันธ์ฯ เล่าว่า “…. คนงานจำนวน 13 คน ได้ร่วมตัวกัน โดยส่งตัวแทนเข้ามาพูดคุยกับสหพันธ์กระดาษว่าต้องการจัดตั้งสหภาพแรงงาน ในการคุยกันครั้งแรกนั้นมีแกนนำ 3 คน คือ นายพงษ์ศักดิ์ โพธิ์ศรี  นายสุขี จ้อยนุแสง นายเดชา อิสา โดยได้มาคุยกันที่ห้องสหภาพแรงงานขององค์การค้าของคุรุสภา  ซึ่งได้มีการพูดคุยซักถามถึงเรื่องเกี่ยวกับสหภาพแรงงานว่ามีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน รู้ระเบียบต่าง ๆ หรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าไม่มีใครรู้จักเลย…”

การเรียนรู้เรื่องสหภาพแรงงานไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคนงานทุกคนต่างก็ตระหนักดีถึงสภาพการทำงาน สภาพการทำงาน และค่าจ้าง และผลประโยชน์ที่ตัวเองได้รับจากนายจ้าง  สิ่งที่คนงานต้องการคือการแนะนำถึงกระบวนการ และขั้นตอนในการจดทะเบียน ซึ่งตรงนี้คือบทบาทที่นักจัดตั้งและสภาแรงงาน หรือสหพันธ์แรงงานต่างก็สามารถให้ความรู้และให้คำแนะนำกับคนงานได้ในการดำเนินการ

เมื่อคนงานปาลโก้สามารถรวมตัวกันและจัดตั้งสหภาพแรงงานได้สำเร็จเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2532 ก็ได้ดำเนินการจัดประชุมใหญ่ และได้ทำการเลือกตั้ง ซึ่งคุณสุขี จ่อยนุแสง ได้รับเลือกตั้งเป็นประธาน คุณอภิชาติ  มหัตพงษ์ เป็นเลขานุการ หลังจากประชุมใหญ่แล้วสหภาพก็ได้ยื่นข้อเรียกร้องฉบับแรกเพื่อเรียกร้องให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมาย อาทิ จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำ จัดทำห้องพยาบาล ห้องน้ำ น้ำดื่ม และปรับปรุงเรื่องความปลอดภัย และยังมีข้อเรียกร้องเรื่องค่ากะ  เบี้ยขยัน  ปรับเงินขึ้นประจำปี โบนัส ซึ่งข้อเรียกร้องสามารถตกลงกันได้ ซึ่งมีผลทำให้คนงานสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน

เมื่อสหภาพเรียกร้องได้เป็นผลสำเร็จ บทบาทสหภาพก็มีมากขึ้น ทำให้ฝ่ายบริหารไม่พอใจและได้มีมาตรการหลายวิธีที่จะโจมตีและจ้องจับผิดกรรมการสหภาพแรงงาน จรัลเล่าถึงตอนนี้ว่า  “ห้วหน้างานส่วนมากโจมตีสหภาพแรงงาน และกีดกั้นไม่ให้ลูกน้องของตัวเองมาเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ทำใหาสมาชิกลำบาก ยิ่งร้ายไปกว่านั้นอีก คือนายจ้างได้ติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิด ตามจุดต่างๆ ของบริษัท เช่นภายในโรงงาน ประตูเดินเข้าออก  ทางเดินไปเข้าห้องน้ำ” แต่กรรมการก็ไม่หวั่นไหว ยังคงดำเนินกิจกรรมสหภาพต่อไปอย่างเข้มแข็ง

* * * * * * * *

การให้การศึกษากับสมาชิก

ด้วยความช่วยเหลือจากสหพันธ์กระดาษและการพิมพ์ กรรมการสหภาพแรงงานก็ได้จัดการศึกษาให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยชี้แจงให้สมาชิกเข้าใจในเรื่องสหภาพแรงงาน และวิธีการของนายจ้าง  “ยิ่งถูกกระทำจากนายจ้างมากเท่าไร สมาชิกก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น  ยิ่งเกิดความรัก มีความสามัคคี และหวงแหนองค์กรของตัวเองมากขึ้น  เพราะสวัสดิการต่างๆ ที่ได้มา ล้วนแต่เป็นการยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน โดยที่นายจ้างไมีเคยหยิบยื่นให้” จรัลกล่าวยืนยันหนักแน่น

การศึกษาสมาชิกเป็นหนึ่งในหัวใจของสหภาพแรงงาน เพราะพลังของสหภาพแรงงานคือสมาชิกที่มีบทบาททั้งในด้านการสมทบเงินค่าบำรุงเพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรม และที่สำคัญสมาชิกคือพลังในการต่อรองกับฝ่ายบริหาร ยิ่งมีสมาชิกมากสัดส่วนสูงมากเท่าไร และเป็นสมาชิกมีความเข้าใจในปัญหาและมีความเชื่อมั่นในพลังของตัวเอง และกระบวนการของสหภาพแรงงาน อำนาจการต่อรองให้ได้มาซึ่งสวัสดิการและผลประโยชน์ต่อคนงานก็มีโอกาสที่จะได้สูงยิ่งขึ้น

สิ่งที่สหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ ทำคือการให้การศึกษากับสมาชิกอย่างต่อเนื่องจนทำให้มีสมาชิกเต็ม 100% ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สหภาพแรงงานในปัจจุบันควรจะได้รับมาพิจารณาเพื่อที่จะสร้างสหภาพของตัวเองให้เข้มแข็ง

สุนทร บุญยอด ที่ปรึกษาเสรีปาลโก้ฯ เล่าเพิ่มเติมว่า “สมาชิกทุกคนแสดงตนเป็นเจ้าของสหภาพ คณะกรรมไม่ต้องพูดมาก สมาชิกจัดการเอง แสดงออกเอง เช่น ถ้าใครไม่เป็นสมาชิก สมาชิกก็จะไปกดดันเอง นี่เป็นกรณีที่หนึ่ง กรณีที่สอง ถ้าใครมาด่าสหภาพแรงงาน สมาชิกก็จะลุกขึ้นโต้ด้วยคำพูด จะไม่ร่วมกินข้าวโต๊ะเดียวกัน นี่คือสิ่งที่เขาแสดงออก อีกมาตรการหนึ่ง กรณีญาติใครตาย ถ้าเขาไม่เป็นสมาชิก สมาชิกก็จะไม่ร่วมทำบุญด้วย แต่ถ้าใครเป็นสมาชิกก็จะช่วยกันเต็มที่ นี่คือความเข้มแข็งของสมาชิก”

* * * * * * * *

ยุทธศาสตร์การให้คนงานมาเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน

ไม่ใช่ว่าสมาชิกจะเข้ามาเป็นสมาชิกสหภาพโดยไม่ได้มียุทธศาสตร์การจัดตั้งสมาชิก เพราะคนงานจำนวนมากทั้งในอดีตและปัจจุบัน และไม่ใช่เฉพาะกรณีเสรีปาลโก้ฯ เท่านั้น แต่เป็นปรากฎการณ์แห่งปัญหาร่วมของกรรมการสหภาพของเกือบทุกสหภาพ และในทุกประเทศ ก็คือทั้งๆ ที่คนงานรู้ว่าตัวเองได้ประโยชน์จากการต่อรองของสหภาพแรงงาน แต่ไม่ยอมเป็นสมาชิกเพราะไม่ต้องการเสียค่าสมาชิก

ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่สหภาพแรงงานต้องมีมาตรการในการจัดการ อาทิ ในฟิลิปปินส์ บางสหภาพแรงงานจะระบุไว้ในสัญญาว่า  บริษัทจะต้องหักค่าสมาชิกจากคนงานที่ถึงแม้จะไม่ใช่สมาชิกสหภาพแรงงานก็ตาม แต่ได้รับประโยชน์ และสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเรียกร้องของสหภาพแรงงาน

ยิ่งกว่านั้นในถ้าสหภาพแรงงานที่มีความเข้มแข็งก็สามารถต่อรองให้ฝ่ายบริหารเลิกจ้างพนักงานที่ไม่สมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือไม่ยอมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ดังตัวอย่างของข้อตกลงของสหภาพแรงงานโรงแรมดุสิต นิกโก้ที่ฟิลิปปินส์ ที่ระบุว่า

“สมาชิกของสหภาพทุกคน ที่ยังคงได้รับการจ้างงานจากโรงแรม จะต้องดำรงตำแหน่งความเป็นสมาชิกภาพที่ดี   ลูกจ้างคนอี่นๆ ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพ และคนที่มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกสหภาพ ควรจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพภายใน 5 วัน หลังจากการเซ็นสัญญาจ้างงาน” และ “โรงแรมควรจะพิจารณาคำข้อร้องของสหภาพเพื่อให้ทำการเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงาน ที่มีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ 1.ลาออกจากสหภาพและ/หรือไม่ได้เข้าร่วมกับสหภาพตามที่ระบุข้างบน 2. ตั้งใจและจงใจละเมิดธรรมนูญของสหภาพ และละเมิดกฎระเบียบสหภาพ 3. ไม่จ่ายค่าบำรุงสหภาพ  ค่าบริการและค่าใช้จ่ายอื่นๆ 4. ไม่ซื่อสัตย์หรือเข้าร่วมกับสหภาพอื่นๆ ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ที่ขัดแย้งกับสหพันธ์การโรงแรมและการบริหารแห่งชาติฟิลิปินส์”

จากการพูดคุยกับคุณ เรย์ เรซิ่ง ประธานสหภาพแรงงานดุสิต นิกโก้ ฟิลิปปินส์  คุณเรย์ ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นเพราะคนงานทุกคนที่ได้ประโยชน์จากการเรียกร้องของสหภาพแรงงานก็ควรจะต้องจ่ายค่าสมาชิกเพื่อที่สหภาพแรงงานจะได้นำค่าสมาชิกมาใช้ในกิจกรรม การให้การศึกษากับสมาชิก และเตรียมงานเพื่อการยื่นข้อเรียกร้องต่อไป

* * * * * * * *

ยุทธวิธีของสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้

ในกรณีของเสรีปาลโก้ฯ ก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าคนงานทุกคนจะมีความเป็นเอกภาพตั้งแต่ต้น สภาพแรงงานต้องใช้วิธีการบีบให้คนงานทุกคนสมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน รุ่งนภาเล่าถึงยุทธวิธีที่ใช้ว่า “ในขณะนั้นสภาพภายในโรงงาน สมาชิกสหภาพแรงงานได้รวมตัวกันกดดันคนที่ไม่เป็นสมาชิกด้วยการไม่พูดด้วย ไม่กินข้าวด้วย จนทำให้ในปี 2535-2536 คนงานในส่วนของฝ่ายผลิตเข้ามาเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเต็ม 100 % เนื่องจากถูกกดดันจากคนรอบข้างไม่ได้ เพราะการอยู่ในโรงงานจำเป็นต้องมีเพื่อน”

“สมาชิกจะช่วยกันสอดส่องคนเข้างานใหม่  ถ้าทำงานครบ 4 เดือน สมาชิก็จะเอาใบสมัครไปให้คนงานใหม่ทันที  กรรมการไม่ต้องทำ” สุนทรกล่าวเสริม

สหภาพจะจัดการศึกษาทุกวันวันละครึ่งชั่วโมงในเวลาพัก แบ่งเป็นแผนก ตัวแทนแต่ละแผนกจะดูแล  และจะให้คนงานแต่ละแผนกมานั่งทานข้าวโต๊ะเดียวกัน แล้วให้การศึกษาเป็นกลุ่มๆ ซึ่งกรรมการที่เป็นแกนของแต่ละกลุ่มจะต้องลงไปจัดการศึกษาให้กับกลุ่มหรือแผนกของตัวเอง แล้วนำผลการศึกษามาประชุมในที่ประชุมกรรมการสหภาพที่จัดทุกเดือน เพื่อร่วมกันพิจารณาถึงความก้าวหน้า และปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน พร้อมกับวางแผนการการทำงาน และการจัดการศึกษาต่อไป

การจัดการศึกษาจะทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ถ้ามีโอกาส  พยายามสร้างกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้คนงานมี ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน การทำส้มตำร่วมกัน ทานข้าวร่วมกัน และสหภาพก็ใช้เวทีที่คนงานมาอยู่ร่วมกันจัดการศึกษาทางอ้อมให้คนงานเข้าใจเรื่องสหภาพแรงงาน เข้าใจถึงพลังของตัวเอง หรือร่วมสะท้อนปัญหา และหาวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ร่วมกัน เป็นต้น เพราะการจัดการศึกษาไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องทำในห้องประชุม หรือไปนอกสถานที่ ใช้ที่ไหนก็ได้ สอดแทรกไปในการใช้ชีวิตประจำวันของคนงาน และสมาชิก

* * * * * * * *

กระบวนการต่อต้านของนายจ้าง การสูญเสียผู้นำ แต่สหภาพยังยืนหยัด

บริษัทได้มีมาตรการหลากหลายในการที่จะจัดการ หาความผิดของผู้นำ และกรรมการ ซึ่งในกรณีที่รุนแรงมากจนถึงขั้นที่บริษัทแจ้งจับประธาน และกรรมการ จนทำให้ทั้งสองคนต้องเข้าไปอยู่ในห้องขังกว่า 4 วันในระหว่างวันที่ 11 – 16 เมษายน 2534 เป็นช่วงวันหยุดสงกรานต์  ที่สมาชิกและกรรมการอื่นๆ ต่างก็กลับบ้าน  กว่าจะทำเรื่องประกันตัวออกมาได้ก็ในวันที่ 16 เมษายน

ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของนายจ้างที่เลือกใช้เวลาวันหยุด ทำให้ผู้นำขาดการติดต่อกับสมาชิก และไม่สามารถดำเนินเรื่องต่างๆได้เพราะเป็นวันหยุดราชการ

จรัลเขียนถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า “ในปี 2534 ประธานสหภาพแรงงาน คุณสุขี   จ่อยนุแสง กับคุณสมชาย  นิทัศน์ทอง กรรมการ ได้ถูกนายจ้างกลั่นแกล้ง แจ้งตำรวจจับข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ของบริษัท ที่อ้างว่ามียามเห็นแต่ความเป็นจริงเป็นการกลั่นแกล้งจากนายจ้างเพราะต้องการเลิกจ้างประธานสหภาพแรงงาน และกรรมการ โดยจ้างยามให้เป็นพยาน

ทั้งสองคนถูกจับเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2543 เป็นวันที่โรงานปิดเนื่องจากเป็นวันสงกรานต์ทำให้ประกันตัวไม่ได้ แต่ที่น่าสังเกตว่าเรื่องมันเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นตั้งหลายวัน มาจับตรงกับวันเทศกาล ต่อมาเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2543 ได้ประกันตัวออกมาและได้ดำเนินการฟ้อง ในที่สุดศาลก็ยกฟ้องการฟ้องร้องใช้เวลาปีกว่าๆ”

สมชาย นิทัศน์ทอง กรรมการฝ่ายศึกษา เล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “วันนั้นเข้าทำงานกะกลางคืน ช่วง 16.00 –24.00 น. จำได้ว่าวันนั้นนั่งคุยกับสุขี จ่อยนุแสง ซึ่งเป็นประธานสหภาพอยู่ที่แผนกหลอมเม็ด ซึ่งอยู่ที่โรงอาหาร เวลาพักออกมาซื้อ หลังจากนั้นก็เดินกลับเข้าไปทำงานตามเดิม เขาก็ให้ยามจ้องพวกเราอยู่แล้ว ตอนนั้นก็ยังไม่รู้สึกอะไร ไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหาขึ้น หลังจากออกกะแล้วก็กลับบ้านเลย” แต่ในวันรุ่งขึ้นตำรวจก็มาพาตัวไปโรงพักแจ้งข้อหาลักทรัพย์

“ตัวแทนนายจ้าง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ไปเจรจา บอกว่าให้เรายอมรับ แล้วจะจ่ายเงินก้อนหนึ่งให้เราออกจากโรงงานไป แล้วจะไม่เอาเรื่อง” แต่สมชายไม่ยอมรับ และพร้อมจะพิสูจน์ความจริง  “พอเราปฏิเสธ เขาก็จับเข้าห้องขังเลย ตอนนั้นเพื่อนๆ ไปเยี่ยม  ของฝากเต็มห้องขังไปหมดเลย ต้องแบ่งให้เพื่อนๆ ในห้องขังกินด้วย” สมชายเล่าถึงตอนนี้ด้วยน้ำเสียงแห่งความภูมิใจ

เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุด 4 วันติดต่อกัน ธนาคารก็ปิด และเบิกเงินไม่ได้  สมชายจึงต้องนอนอยู่ในคุก 4 วัน 4 คืน สมชายเล่าถึงประสบการณ์ในคุกว่า “ตอนนั้นก็คิดว่า เราจะได้นอนที่นี่เชียวหรือ (คุก) บางทีก็กลัว นอนอยู่ในคุก 4 คืน นอนจนได้เพื่อนเป็นตำรวจที่ถูกขังอยู่ในคุก เพราะโดนทำโทษ”

ในช่วงที่ดำเนินคดีประมาณ 7-8 เดือนนั้น สมชายก็ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หลังจากศาลยกฟ้อง ก็ได้กลับเข้าไปทำงาน และปฏิเสธเงินก้อนที่นายจ้างเสนอให้เพื่อขอยุติคดี แต่เมื่อกลับเข้าไปทำงานก็ถูกกลั่นแกล้งอีก สุดท้ายสมชายก็ทนไม่ได้และขอลาออก

ถึงแม้ว่าการฟ้องร้องจะใช้เวลานาน แต่ลูกจ้างก็ชนะคดีในที่สุด แต่สุดท้ายประธาน คุณสุขี ก็ไม่สามารถทัดท้านกระแสการต่อต้านได้ เพราะในที่สุดบริษัทก็หาเหตุเลิกจ้างประธานจนได้ โดยกล่าวหาว่าประมาทเลินเล่อ โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

รุ่งนภาให้ข้อมูลตรงนี้ว่า  “ประธานสหภาพได้ถูกกล่าวหาในข้อหาประมาทเลินเล่อ ทำให้เครื่องจักรราคาหลายล้านบาทเสียหาย โดยที่ประธานมีหน้าที่หลอมเม็ดพลาสติกที่เสียในขบวนการผลิต เพื่อนำกลับมาหลอมให้เป็นเม็ดเพื่อนำกลับไปใช้ใหม่ ซึ่งในครั้งนี้มีพยานเป็นพนักงานที่รับเม็ดต่อจากประธาน มีผลทำให้ประธานต้องออกจากงาน เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้คนงานต่างก็ทราบกันดีว่าเป็นการกบันแกล้งของฝ่ายนายจ้าง แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะไปแก้ต่างได้”

ซึ่งรุ่งนภาเล่าต่อถึงประธานด้วยความชื่นชมเมื่อประธานต้องออกจากงาน “สมาชิกทั้งหมดพร้อมใจกันเรี่ยไรเงินเพื่อมอบให้กับประธาน เนื่องจากการออกจากงานในครั้งนั้น ประธานไม่ได้รับเงินค่าชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น ผนวกกับคนงานได้เล็งเห็นถึงความเสียสละของประธาน และการไม่ยอมเป็นเครื่องมือของนายจ้างในการล้มสหภาพ เนื่องจากในช่วงที่ประธานดำรงตำแหน่งอยู่ นายจ้างได้ยื่นข้อเสนอเป็นเงินจำนวน 5 แสนบาทให้กับประธานถ้าล้มสหภาพได้ ซึ่งประธานได้ปฏิเสธ จึงโดนกลั่นแกล้งเรื่อยมา”

ถึงแม้ประธานจะถูกกลั่นแกล้งจนต้องออกจากงาน  ถึงแม้ว่าน้ำตาแห่งความคับแค้นใจ เสียใจจะหลั่งไหลในหัวใจของประธาน กรรมการและสมาชิกสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ ทุกคนก็ตาม  การสูญเสียประธานก็ไม่ได้ทำให้สหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ ล่มสลาย เพราะด้วยสภาวะที่ผู้นำถูกบีบคั้นทุกๆ ด้านนั้น ทำให้คณะกรรมการและสมาชิกตระหนักดีถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จึงได้มีการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อยู่ โดยมีการเลือกตั้งประธานใหม่ขึ้นแทนโดยทันที จรัลเขียนไว้ในรายงานว่า

“ทางสหภาพแรงงาน ก็ไม่ได้หวั่นไหวกับการกระทำของบริษัท เพราะการทำงานของเรานั้นมีตัวตายตัวแทนเพราะคณะกรรมการทุกคนตั้งใจทำงานให้กับองค์กร และก็รู้ล่วงหน้าดัวยว่าจะถูกกลั่นแกล้งเพราะนายจ้างไม่ยอมรับสหภาพแรงงาน ซึ่งเขาได้บอกตั้งแต่ที่ได้เปิดตัวสหภาพแรงงานแล้ว  จึงทำให้การทำงานของสหภาพแรงาน ลำบากแม้แต่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม สหภาพแรงงาน   ต้องนำคดีฟ้องศาลแรงงานเป็นประจำ นายจ้างถึงยอมปฏิบัติ”

นักสหภาพแรงงาน และสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือผู้ก่อการจะต้องตระหนักถึงความสูญเสีย หรือผลกระทบที่อาจเกิดตามมาในกระบวนการจัดตั้งสหภาพแรงงาน  และต้องตระหนักว่านั่นเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดมาตลอดช่วงของประวัติศาสตร์การต่อสู้ของสหภาพแรงงานมานับ 100 ปี

ในการต่อสู้เพื่อให้มาซึ่งสหภาพแรงงานทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้น คนงานทั่วโลกต้องประสบกับการสูญเสียผู้นำ และสมาชิกมาโดยตลอด และก็มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกเลิกจ้างก่อนที่จะสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้สำเร็จ ซึ่งตรงนี้คนงานต้องเตรียมความพร้อม และต้องทำความเข้าใจถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะถึงแม้ว่าสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองทั้งทางกฎหมายไทยและกฎหมายทางสากล แต่เนื่องจากนายจ้างไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด หรือในประเทศใดก็ตาม ต่างก็ไม่ต้องการให้มีสหภาพแรงงานในสถานประกอบการของตัวเอง เพราะนายจ้างไม่ต้องการที่จะแบ่งปันผลกำไรให้กับคนงาน

ดังนั้นนายจ้างจึงใช้มาตรการที่หลากหลายในการต่อต้านการตั้งสหภาพแรงงาน  หลายครั้งถึงขั้นใช้ความรุนแรงโดยตรง ทั้งในเรื่องการทำร้ายร่างกาย หรือสังหารผู้นำ ก็เป็นปรากฎการณ์เกิดขึ้นทั่วไปในประเทศต่าง ๆ และที่สำคัญในปัจจุบันนี้มาตรการทางกฎหมายเป็นสิ่งที่นายจ้างชอบใช้มากเนื่องจากคิดว่าคนงานไม่สามารถจ้างทนาย และไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้จนกระบวนการทางกฎหมายจะจบสิ้นเนื่องจากความบีบคั้นทางเศรษฐกิจ

แต่กระนั้นก็ตาม ความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียหรือชัยชนะก็คือชัยชนะในตัวของมันเอง นั่นคือ การที่คนงานได้มีโอกาสต่อสู้นั้น ก็คือชัยชนะแล้ว ตามคำกล่าวที่ว่า ”แค่คิดจะสู้ก็ถือว่าชนะไปก้าวหนึ่งแล้ว”  เพราะนั่นคือการประกาศถึงการไม่สยบยอมต่อทุน ต่ออำนาจ และต่อการเอารัดเอาเปรียบของนายจ้าง อันถือเป็นการประกาศถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และที่สำคัญการต่อสู้ทำให้คนงานมีความเข้าใจมากขึ้นถึงสิทธิ และขั้นตอนทางกฎหมายต่างๆ และเข้าใจได้ว่าการเป็นผู้จ้างงาน

นั่นไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะมีสิทธิทำอย่างไรกับคนงานก็ได้ จะจ้าง จะเลิกจ้าง จะให้โบนัส จะตัดเงินเดือน หรือจะดุ ด่า ว่า กล่าว หยิก ตี กักขัง หน่วงเหนียว หรือบังคับให้ทำอะไรก็ได้  ทั้งนี้เพราะเรามีมาตรการทางกฎหมายคุ้มครองแรงาน และกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ตลอดจนกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นต้น ให้การคุ้มครองอยู่ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ให้การรับรองสิทธิของลูกจ้าง และสิทธิของความเป็นมนุษย์และสิทธิลูกจ้างต่างๆ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ. 2541 มาตรา 45 ได้เขียนอย่างชัดเจนว่า“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็น สมาคม  สหภาพ  สหพันธ์  สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน หรือหมู่คณะอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวม ของประชาชน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือเพื่อป้องกันมิให้มีการผูกขาดตัดตอนทางเศรษฐกิจ”

ที่สำคัญ การได้ต่อสู้คือการประกาศให้นายจ้างได้ตระหนักถึงคุณค่า และศักดิ์ศรีของความเป็นชนชั้นแรงงาน หรือ กรรมกรว่า ไม่ใช่ว่าคนงานทุกคนจะสยบยอม และกลัวกับการถูกเลิกจ้างจนไม่กล้ารวมตัวเรียกร้องสิทธิ

* * * * * * * *

นายจ้างทุนนิยมสามารถชนะได้ด้วยสหภาพแรงงานที่เข้มแข้ง

นายจ้างก็คือนายทุน ที่มุ่งแต่กอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด และมองแค่ว่าจะทำอย่างไรให้ต้นทุนต่ำสุด และกำไรสูงสุด  โดยนายจ้างส่วนใหญ่จะนับรวมคนงานเป็นต้นทุน เช่นเดียวกับเป็นเสมือนเครื่องจักรตัวหนึ่งเท่านั้น ที่เพียงแค่ใช้น้ำมันก็ทำให้เครื่องจักรทำงาน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องหยุดพัก ซึ่งเมื่อนายจ้างปฏิบัติกับคนงานอย่างกับเครื่องจักร ในขณะที่คนงานไม่ใช่เครื่องจักร มีเลือด มีเนื้อ มีจิตใจ มีความต้องการในปัจจัยการดำเนินชีวิต และความสะดวกสะบายเช่นเดียวกับนายจ้าง ปัญหาจึงเกิดขึ้นมากมาย

“บริษัทฯ ก็มีกำไรปีละหลายล้านบาทและยังได้รับรางวัลสินค้าส่งออกดีเด่น 2ปีซ้อน แต่ไม่เห็นความสำคัญของพนักงานเลย  มองแต่ว่าคนงานเป็นศัตรูแถมยังมีมาตรการที่ป่าเถื่อน ถึงขั้นได้จ้างนักเลงมาคุมคนงานกะกลางคืน เอาไว้ปราบสหภาพแรงงานฯ อาวุธที่ใช้  เช่น  กล้องวีดีโอ, กล้องถ่ายรูป, เทปบันทึกเสียงเอาไว้จับผิดคนงาน ซึ่งได้รับค่าจ้างประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท/เดือน งานที่ทำคือจับผิดคนงานคนงานโดยเฉพาะคณะกรรมการสหภาพแรงงานฯ แต่พวกเราทุกคนก็ไม่หวั่นไหว ส่วนกลางวันก็มีฝ่ายบุคคลและก็หัวหน้างานคอยจับผิด ซึ่งเราทราบว่าหากใครสามารถเอากรรมการออกจากงานได้จะได้รับค่าหัวคนละ 2หมื่นบาท” [1]

ในทัศนคติของนายจ้างทุนนิยมเหล่านี้ ผู้นำหรือผู้ที่เป็นกำลังสำคัญของสหภาพแรงงานนั้นมักจะอยู่ในจุดหล่อแหลมต่อการถูกกลั่นแกล้ง ถูกเลิกจ้าง และถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาร่วมของสหภาพแรงงานทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นสหภาพแรงงานในประเทศที่มีการจัดตั้งเข้มแข็งอย่างในยุโรป หรือในประเทศยากจนทั้งหลาย

หนึ่งในหลายมาตรการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ของสหภาพแรงงานทั่วโลกก็คือการที่จะต้องมีแผนการตั้งทีมผู้นำเงา (Shadow Committee) เพื่อเป็นทีมรองรับในกรณีที่ประธานหรือกรรมการถูกเลิกจ้าง ถูกบีบให้พ้นจากตำแหน่ง หรือแม้แต่ในกรณีที่สหภาพแรงงานต้องจัดการกับผู้นำที่ไม่ดี  คอรัปชั่น หรือขายตัวให้นายจ้าง เพราะเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นมา สหภาพแรงงานก็จะต้องมีการเตรียมความพร้อมด้วยการเตรียมทีมผู้นำใหม่ชุดสองไว้รองรับสถานกาณ์ที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้ตั้งขึ้นมาแทนผู้นำเก่าได้ทันท่วงทีในกรณีที่เกิดปัญหา ทั้งนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพของสหภาพแรงงานเอาไว้ให้ได้ และเพื่อไม่ให้มีการขาดช่วงของผู้นำ เพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมของสหภาพแรงงานต่อไปได้โดยไม่ขาดช่วง ซึ่งคณะกรรมการเงาเหล่านี้จะต้องมีความเข้าใจในสถานการณ์ที่ทัดเทียมกับคณะกรรมการสหภาพชุดจริง เพื่อที่จะสามารถขึ้นมาแทนทีได้โดยที่ไม่ทำให้ขบวนการสหภาพแรงงานต้องหยุดชะงักไป ดังเช่นที่สหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ ได้เตรียมความพร้อมเรื่องตัวตายตัวแทนอยู่ก่อนแล้ว และสามารถเลือกผู้นำใหม่ขึ้นมาได้ทันที

เมื่อดูรายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิแรงงานโลก จากรายงานของสมาพันธ์แรงงานเสรีระหว่างประเทศ (ICFTU) ที่ได้ทำการสรุปข้อมูลสถานการณ์แรงงานประจำปี 2544 ไว้ดังนี้ .

”คนงานที่ได้รับบาดเจ็บเพราะการเข้าร่วมกิจกรรมสหภาพแรงงานมีมากกว่าใน 50% ของประเทศในเอเชีย ด้วยสถิติ 42 คนเฉลี่ยในแต่ละประเทศ

คนงาน 5,833 คนถูกจับกุมหรือคุมขัง ซึ่งถือเป็น 71% ของจำนวนกรณีทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโลก

และเอเชียยังเป็นทวีปที่ถือว่ามีการคุกคามสหภาพแรงงานสูงมากถึง 87% จากสถิติที่เกิดขึ้นทั่วโลก

คนงาน 8,252 จาก 16 ประเทศในเอเชียถูกเลิกจ้างเพราะทำกิจกรรมสหภาพแรงงาน โดยมีสถิติ 515 คนโดยเฉลี่ยของแต่ละประเทศ”

จากสถิติตรงนี้คงทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นถึงทัศนคติของนายจ้างโดยเฉพาะนายจ้างชาวเอเชียที่มีทัศนคติที่เป็นลบ และกลัวการมีสหภาพแรงงานมาก จนต้องมีการใช้มาตรการรุนแรงต่างๆ มากมายเพื่อต่อต้านสหภาพแรงงาน  ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สหภาพแรงงานต้องเข้าใจในทัศนคติของนายจ้างกับสหภาพแรงงาน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรมีสหภาพแรงงาน เพราะถ้าคนงานคิดอย่างนั้น สภาพการทำงาน การเป็นอยู่ของพวกเขาก็จะยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ว่ามีหรือไม่มีสหภาพแรงงาน นายจ้างก็ไม่ได้คิดที่จะให้กับลูกจ้างอยู่แล้ว แต่การมีสหภาพแรงงานจะช่วยให้คนงานสามารถต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์และสวัสดิการที่ดีขึ้นได้

จำเป็นอย่างยิ่งที่สมาชิก และกรรมการสหภาพแรงงาน จะไม่ผูกติดกับผู้นำเพียงคนเดียว ถ้ายังคิดว่าเมื่อไม่มีผู้นำแล้วสหภาพแรงงานนั้นๆ ต้องล้มไป  นั่นถือว่าเป็นทัศนคติที่ไม่ได้เข้าใจถึงสหภาพแรงงานที่แท้จริง  เพราะไม่มีผู้ใครสามารถอยู่ได้ค้ำฟ้า  แต่สหภาพแรงงานสามารถอยู่ต่อไปได้หลายสิบปี หรือเป็นร้อยปี ถ้ามีกระบวนการจัดการที่เข้มแข็ง เป็นประชาธิปไตย และมีกระบวนการศึกษาให้สมาชิกเข้าใจและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้สมาชิกสหภาพแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีความเข้าใจเรื่องสหภาพคลาดเคลื่อนมาก และสมาชิกสหภาพแรงงานยังมีความเข้าใจว่าสหภาพแรงงานคือ ประธาน หรือ กรรมการ เท่านั้น โดยที่ไม่ได้เข้าใจว่าตัวเองนั้นคือหัวใจของสหภาพแรงงาน นั่นจึงเป็นปัญหาในหลายกรณีการต่อสู้ที่ผ่านมา เพราะสมาชิกไม่ได้มีความเข้าใจในสหภาพอย่างแท้จริง จึงต้องการให้คณะกรรมการทำงานทุกอย่างให้ โดยที่สมาชิกไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมหรือให้การสนับสนุนการต่อสู้  และก็ทำให้กรรมการเหนื่อยล้า และไม่สามารถทำกิจกรรมได้

ในขณะเดียวกันในกรณีที่สมาชิกสหภาพแรงงานไม่เข้มแข็งก็สามารถกลายมาเป็นโอกาสที่ผู้นำผูกขาดอำนาจการตัดสินใจต่างๆ ได้อีกเช่นกัน ซึ่งก็สามารถกลายมาเป็นปัญหาที่ผู้นำใช้สหภาพแรงงานเป็นการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองได้ ไม่ใช่เฉพาะในขอบเขตของโรงงานเท่านั้น แต่ใช้สมาชิกเป็นฐานเสียงให้ผู้นำสามารถก้าวขึ้นมารับตำแหน่งต่างๆ ทางการเมืองได้ อาทิ ตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ ตำแหน่งในสหพันธ์ หรือสภาแรงงานได้

สมาชิกจะต้องมีความเข้าใจถึงเป้าหมาย และระบบสหภาพแรงงานที่แท้จริงเพื่อที่จะสามารถใช้กลไกสหภาพแรงงานเป็นกลไกในการต่อรองเพื่อสวัสดิการ และการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของลูกจ้างอย่างแท้จริง และเพื่อในขณะเดียวกันจะต้องมีกระบวนการสหภาพแรงงานที่เป็นประชาธิปไตย โดยกระบวนการตัดสินใจต้องขึ้นอยู่กับมติของสมาชิก

กรณีของเสรีปาลโก้ฯ เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีของการเตรียมความพร้อมของสหภาพแรงงาน และในการเตรียมความพร้อมเรื่องผู้นำ เพราะในการต่อสู้ของสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ นั้น มีผู้นำหลายคนที่ถูกเลิกจ้าง แต่ก็มีผู้นำขึ้นมาแทนที่อยู่ตลอดเวลา โดยที่ผู้นำทุกท่านก็ได้ต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรีก่อนที่จะออกจากเสรีปาลโก้ฯ  และยังคงเป็นผู้นำที่มีบทบาทในขบวนการสหภาพแรงงานจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ถึงแม้จะไม่มีสหภาพเสรีปาลโก้แล้วก็ตาม

* * * * * * * *

เปลี่ยนชื่อเป็นปาลโก้ อินเตอร์ โพลี่  อุตสาหกรรม

จากข้อเขียนของคุณจรัล สรุปได้ว่าในปี 2538 นายจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการจ่ายเงินโบนัส ทางสหภาพแรงงาน จึงนำคดีฟ้องศาลแรงงาน  ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2538 โดยนายจ้างยอมทำตามข้อตกลงและนัดจ่ายเงินค่าโบนัสให้กับพนักงาน 232 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 1,442,282 ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2538

แต่ในวันที่ 1 สิงหาคม นายจ้างก็ยังไม่ยอมจ่าย สหภาพแรงงานโดยคุณอินชวน ขันคำ ประธานสหภาพแรงงานในขณะนั้น จึงได้นำเรื่องฟ้องร้องศาลแรงงงานกลางให้บังคับคดีเพื่ออายัดทรัพย์โดยสหภาพแรงงานได้ยึดเครื่องจักร 3 ประเภทที่มีราคารวมแล้วเท่ากับเงินที่ค้างจ่าย  แต่นายจ้างได้ผลัดผ่อนโดยอ้างว่าบริษัทฯ  ขาดทุนไม่มีเงินจ่าย โดยได้จ่ายในส่วนดอกเบี้ยก่อน และนายจ้างได้ย้ายโรงงานไปอยู่ที่ใหม่ และขายที่ดินพร้อมกับโรงงานให้กับบริษัทโฟร์โก้ ซึ่งเป็นบริษัทอเมริกัน แล้วก็ย้ายเครื่องจักรไปเปิดโรงงานใหม่ที่ ถ.เพชรเกษม  ซอย 69  หนองแขม  กรุงเทพฯ

การย้ายครั้งนี้ ทางบริษัทจะไม่จัดรถรับส่งให้พนักงาน  แต่จะให้คนงานย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ที่ใกล้บริษัท  ทำให้สหภาพแรงงานต้องทำหนังสือถึงกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้เจ้าหน้าที่มาไกล่เกลี่ยในที่สุดก็ตกลงกันได้  โดยบริษัทฯ ยินดีจัดรถรับส่งให้

อันดับ รายการ จำนวน ราคา หมายเหตุ
บาท สตางค์
1 เครื่องเป่าถุงพลาสติก หมายเลขเครื่อง E01-E10 8 400,000
2 เครื่องเป่าพิมพ์ถุงพลาสติก หมายเลขเครื่อง A1, A2, A3, B1, B2, B3 6 600,000
3 รถยนต์ โตโยต้า กท. 3 ศ. 2522 1 100,00
4 รถยนต์ นิสสัน กท. 4ร – 6618 60,000
5 รถยนต์ วอลโว่ กท 4ธ – 0388 1 200,000
6 รถยนต์ อิซูซุ กท. 1ฟ – 7673 1 90,000
รวม 1,450,000

จากโรงงานเก่าที่อยู่บางกะปิ แล้วต้องเดินทางไปทำงานยังโรงงานใหม่ยังหนองแขมนั้น มีระยะทางห่างกันร่วม 40 กิโลเมตร คนงานต้องเดินทางตั้งแต่เวลา 05.30 น.  เพื่อเข้าทำงานเวลา 08.00 น. ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน

หลังจากย้ายแล้วก็ทำงานกันตามปกติในส่วนโบนัส บริษัทฯ ก็ยังไม่ยอมจ่ายให้ในที่สุดทางสหภาพแรงงาน ก็ดำเนินการบังคับคดี  เพื่อเอาทรัพย์สินไปขายมาจ่ายโบนัสให้กับพนักงาน  ทำให้บริษัทหาเงินมาจ่ายโบนัสให้กับพนักงานโดยการเทคโอเวอร์ให้กับบริษัท ปาลโก้  อินเตอร์โพลี่  อุตสาหกรรม  จำกัด ในเดือนตุลาคม 2538 ซึ่งมีหุ้นส่วนใหญ่อยู่ 3 บริษัทคือ บริษัทมัลติเวส พร็อพเพอร์ตี้ส์ ของชาวสิงคโปร์ บริษัทยัวซ่า เทรดดิ้ง และบริษัทอิเดมิซึ ของญี่ปุ่น โดยทั้งนี้ผู้บริหารใหม่รับโอนพนักงานทั้งสิทธิและหน้าที่ แต่การทำงานกับบริษัทฯใหม่นั้นก็มีปัญหาเช่นเดียวกันเพราะนายจ้างไม่ยอมรับสหภาพแรงงานและพยายามทำทุกวิธีทางที่จะทำลายสหภาพแรงงานให้ได้

ทั้งนี้เพราะฝ่ายบริหารยังเป็นคนไทยชุดเดิม และสถานการณ์กลับยิ่งแย่ลงกว่าเดิมอันเนื่องจากมีการเปลี่ยนฝ่ายบุคคลบ่อย ซึ่งเปลี่ยนมาแล้วประมาณ 10 กว่าคน ในที่สุดฝ่ายบริหารก็ได้เลือนตำแหน่งพนักงานแม่บ้านซึ่งเคยเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานขึ้นมาเป็นฝ่ายบุคคล  วุฒิการศึกษาแค่ชั้น ป.4 แต่เมื่อมาอยู่ในตำแหน่งฝ่ายบุคคลก็ทำให้มีอำนาจมากขึ้น แล้วก็ทำทุกวิธีที่จะรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้  โดยไม่สนใจพัฒนาระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดีกับสหภาพแรงงาน ทำให้เกิดปัญหาติดตามมามากมาย

* * * * * * * *

การพยายามขอใช้อำนาจศาลเลิกจ้างจรัล ก่อนขุนทด

จรัล ก่อนขุนทด เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ และเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานยาวนานที่สุด คื่อตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 – พ.ศ. 2543 ซึ่งแน่นอนย่อมไม่เป็นที่พอใจของนายจ้าง และตั้งแต่วันที่  28 ธันวาคม 2540 นายจ้างไม่อนุญาตให้จรัลเข้าไปทำงานในโรงงาน โดยการทำเรื่องขออำนาจศาลเลิกจ้างจรัล 

จรัลเล่าถึงเหตุการณ์ และความเป็นมาของการถูกห้ามเข้าโรงงานว่า“ก่อนปีใหม่วันที่ 28 ธันวาคม 2540 เราก็ได้ข่าวว่านายจ้างไม่มีเงินมาจ่ายค่าจ้าง คนงานต้องการเงินเพื่อจะกลับบ้าน และจ่ายค่าเช่าบ้าน เพราะทุกคนก็โดนทวงถาม  พี่ก็เลยไปคุยกับนายจ้าง เสมียนเขานั่งคุยกัน ขอคุยกับเขาบอกว่าให้เขาเอาเงินเดือนมาจ่ายก่อนกลับบ้าน  แล้วคนที่ลาพักร้อนไปแล้วเขาก็ยังกลับบ้านไม่ได้ เขาก็บอกว่ามันไม่มีวันที่ 31 จะเอามาให้ ซึ่งเป็นวันที่โรงงานหยุดแล้วเขาไม่สนใจเขาไม่รับผิดชอบพี่ก็อดทนคุยกับเขา”

“[นายจ้าง] เขาว่ากับพี่คุณมีปัญหาคุณจะเอาอะไร  เขาเป็นคนสิงคโปร์เขาพูดไทยได้  พอจะเอาอะไรเรา [จรัล] ก็ยกมือขึ้นดันเข้าไป  เขาโวยวายว่าเราจะฆ่า  เขาสร้างหลักฐานโดนเอาพนักงานออฟฟิตเป็นพยาน  แล้วแจ้งตำรวจ  แต่ตำรวจบอกว่าไม่มีบาทแผล จึงไม่มีหลักฐาน ตำรวจก็ลงบันทึกประจำวันไว้เฉยๆ แต่ว่ามีช่างคนหนึ่งที่กำลังติดเบอร์ให้กับอฟฟิตเขาเห็นเขาเป็นพยานให้ทางผม”

จรัลเล่าต่อว่า “รุ่งเช้ามาอีกวัน ติดประกาศว่าห้ามนายจรัญ  กล่อมขุนทด  เข้าบริษัทนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้น ไปมีหนังสือบอกป้อมยามไว้เลย เราก็ใช้วิธีการที่เราเป็นกรรมการลูกจ้างไม่ให้เข้าทำงานเรา เราไปแจ้งที่แรงงานเขตไว้ แรงงานเขตเขาก็บันทึกไว้ แต่เราเองก็มองว่าในเรื่องของการเป็นกรรมการลูกจ้างโทษในเรื่องของอาญาก็มีอยู่   เราก็ต้องไปแจ้งความที่สน.หนองแขมเจ้าหน้าที่ก็ไม่เข้าใจเรื่องของกฎหมายแรงงาน    กรรมการลูกจ้างเราก็ต้องเอากฎหมายแรงงานไปเปิดอ่านกันว่าโทษมันมียังไงแล้วเราก็ให้แรงงานมาเป็นพยานให้เพราะว่านายจ้างดื้อรั้น นายจ้างจ่ายค่าจ้างตลอด  แต่ไม่ให้เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.ของปี 42 ไม่ให้เข้าทำงานมาตลอด”

ในช่วงที่ไม่ให้เข้าทำงาน และรอคำตัดสินที่ศาล นายจ้างยังคงจ่ายเงินเดือนให้จรัล 3 เดือน แต่ก็จะไม่ยอมจ่ายเงินเดือนหลังจากนั้น

จรัลก็ต้องฟ้องร้องศาล และในขณะเดียวกันนายจ้างเขาก็ไปขอฟ้องศาลเพื่อขออำนาจศาลเลิกจ้างจรัล

ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 ฝ่ายบริหารนำโดยนายไพบูรณ์ อาลี ก็ได้ฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขออำนาจศาลเลิกจ้างจรัล โดยอ้างว่าจรัลละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2541 แต่สุดท้ายนายจ้างก็ถอนคำร้องในวันที่ 26 มีนาคม 2541 กระนั้นนายจ้างก็ยังไม่อนุญาตให้จรัลเข้าไปทำงานและก็จ่ายค่าจ้างให้จนถึงสิ้นเดือนมีนาคมเท่านั้น

ในเดือนมิถุนายน 2541 จรัล  จึงจำต้องฟ้องร้องนายจ้างเพื่อเรียกเงินเดือนย้อนหลังเป็นเงิน 10,900 บาท (ค่าจ้างเดือนเมษายน และเดือนพฤษภาคม) ในที่สุดนายจ้างก็เจรจาประนีประนอมในวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 พร้อมกับจ่ายเงินเดือนย้อนหลังให้จรัล

ช่วงระหว่างที่เราถูกพักงานประมาณเดือนที่ 4 พงษ์ศักดิ์ รองประธานก็ถูกกลั่นแกล้ง  ถูกให้ออกจากงานข้อขาดงานบ่อย พงษ์ศักดิ์จึงไปร้องเรียนที่สำนักงานแรงงานเขต  แล้วก็ไปทำบันทึกไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเหมือนกัน และด้วยการที่ผู้นำทั้งสองท่านถูกกลั่นแกล้ง สมาชิกสหภาพแรงงานจึงได้ร่วมกันทำหนังสือร้องเรียนไปยังหุ้นส่วนของบริษัท และร้องเรียนถึงพฤติกรรมของผู้จัดการบริหาร ซึ่งในท้ายที่สุดผู้ถือหุ้นใหญ่ก็เข้ามาแก้ไขปัญหา  “ผู้ถือหุ้นเขาเห็นเราไม่มีความผิดก็เลยบอกให้เรากลับเข้าทำงานเหมือนเดิม พร้อมทั้งจ่ายเงินย้อนหลัง  พอเรากลับเข้าไปทำงาน เรื่องศาลเราก็ถอนฟ้อง กลับเข้าไปทำงาน วิลเลี่ยมคนที่มีปัญหาเขาก็อยู่ได้ไม่ถึงเดือนก็ถึงสั่งให้ออกจากงาน เขาเห็นแล้วว่าวิลเลี่ยมบริหารงานมีปัญหากับสหภาพแรงงาน แล้วก็ตัวเองบริหารไม่เป็นทำให้บริษัทไม่มีกำไร ลูกค้าไม่เชื่อถือ บริษัทจึงได้เปลี่ยนผู้จัดการใหม่” จรัลกล่าว

* * * * * * * *

ปัญหาการจ่ายเงินเดือนไม่ตรงตามกำหนดเวลานำมาสู่การดำเนินการจับกุมนายจ้างยก 1

“ ในปี 2539 สหภาพแรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องและตกลงกันไม่ได้  จึงมีการหยุดงาน 4 วัน ในที่สุดก็ตกลงกันได้แล้วกลับเข้าทำงาน  แต่การทำงานก็มีอุปสรรคเพราะนายจ้างจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานไม่ตรงตามวันที่ที่ได้ตกลงกันไว้  ซึ่งนายจ้างอ้างว่าบริษัทประสบปัญหาเรื่องการเงินแต่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น  เพราะการผลิตมียอดเพิ่มขึ้นตลอด  การเลื่อนจ่ายค่าจ้างมีเป็นประจำทุกเดือน  บางครั้งสหภาพต้องแจ้งแรงงานเขตหนองแขมมาไกล่เกลี่ย  เพราะพวกเราเดือดร้อนมากต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายในครอบครัว”

นายจ้างและคนที่ไม่ได้อยู่ในสภาวะหาเช้ากินค่ำส่วนมากมักจะไม่เข้าใจว่าทำไมแค่จ่ายเงินเดือนล่าช้าไปไม่กี่วัน คนงานถึงยอมไม่ได้ ต้องประท้วง ซึ่งตรงนี้มีเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันได้แก่กรณีของพาร์การ์เม้นท์ อันนำไปสู่การประท้วงเรียกร้องนายจ้างให้จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลาทั้งนี้เพราะนายจ้างรู้สึกว่าเพียงไม่กี่วันเอง ทำไมคนงานถึงทำเรื่องแค่เลื่อนวันจ่ายเงินเดือนเป็นปัญหาใหญ่  ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจว่าคนงานไทยได้รับค่าจ้างที่แทบไม่พอกับค่าใช้จ่ายอยู่แล้วแม้แต่ค่าใช้จ่ายของตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงคนงานที่มีครอบครัว มีบุตร ต้องเรียกว่าอยู่ในสภาวะ “หมุนเงินตัวเป็นเกลียว” เพื่อให้ครอบครัวสามารถอยู่ได้

นอกจากนี้คนงานส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายหลักๆ รออยู่แล้วในวันเงินเดือนออก และจะต้องจ่ายตามกำหนดเวลา โดยเฉพาะค่าเช่าบ้าน  ค่าของเงินผ่อน ดอกเบี้ยเงินกู้  การไปถ่ายตั๋วจำนำ ส่งแชร์ ค่าเทอมลูก ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น ซึ่งถ้าไม่จ่ายทันกำหนดเวลานั้นหมายถึงถูกไล่ออกจากบ้านเช่า โดยยึดของคืน ดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มสูงขึ้น ของหลุดจำนำ โดนตัดน้ำ ตัดไฟ เพราะอย่าลืมว่าคนงานเหล่านี้ไม่มีเงินเดือนเหลือเป็นเงินเก็บเลย เขาจะอยู่กับค่าจ้างที่ได้รับในแต่ละเดือนเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเงินเดือนไม่ตรงแม้แต่วันเดียว คนงานที่หาเช้ากินค่ำอย่างพวกเขาจึงเดือดร้อนหนักมาก เพียงแค่เงินเดือนช้าวันเดียวพวกเขาอาจจะต้องไปกู้ยืมเงินดอกเบี้ยร้อยละ 20% มาใช้จ่ายกับกำหนดการจ่ายค่าเช่าบ้าน หรือความจำเป็นอื่นๆ ก็เป็นได้

ดังนั้นเมื่อเมื่อนายจ้างจ่ายค่าจ้างช้าหลายครั้งในปี 2540 สหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ จึงจำเป็นต้องแจ้งให้แรงงานเขตหนองแขมรับทราบตลอด  ในที่สุดสหภาพแรงานฯ  ต้องตัดสินใจเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและในวันที่ 12 พฤษภาคม 2541เวลา 16.30 น. และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการจับกุม นายคริสโตเฟอร์  โจวตัน และนายไพบูรณ์ อาลี กรรมการบริษัท ซึ่งทั้งสองรับสารภาพ และได้ประกันตัวออกไปในวันเดียวกัน ซึ่งในวันตัดสินคดีคือวันที่ 11 มิถุนายน 2541 ศาลแขวงตลิ่งชันได้ตัดสินว่า จำเลยทั้งสาม (บริษัทปาลโก้ อินเตอร์โพลี่  นายคริสโตเฟอร์ โจวตัน และนายไพบูรณ์ อาลี) มีความผิดตามฟ้อง รับลดกึ่งคงลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับ กรณีจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้กักขังแทน ส่วนจำเลยที่ 1 ให้จัดการตามมาตรา 29[ขยายมาตรา 29].”

ปัญหาเรื่องการเงินของบริษัทเสรีปาลโก้ฯ จากมุมมองของจรัลนั้นไม่ใช่เรื่องการขาดทุนเพราะการแข่งขัน แต่เป็นเพราะการบริหารงานที่ผิดพลาด และการคอรับชั่น “ผู้บริหารได้ค่าจ้างที่สูงมาก มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีบ้าน มีรถ ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง รวมไปถึงการคอรัปชั่นเป็นขบวนการเพราะนายจ้างเชื่อแต่ฝ่ายบริหาร ส่วนตัวเองก็เอาเงินไปลงทุนในทางที่ผิดๆ เพราะถือว่าบริษัทมีกำไรจึงไม่สนใจดูแลปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ทางสหภาพแรงงานเสนอขอเท็จจริงให้นายจ้างทราบ และได้มีการปรับเปลี่ยนฝ่ายบริหารออกไปเพราะบางตำแหน่งไม่ทำอะไรแต่มีเงินเดือนสูงทำให้บริษัทฯ เสียค่าใช้จ่ายโดยเปล่าประโยชน์”

ผลจากการรายงานของสหภาพให้เจ้าของกิจการทราบทำให้ในปี 2541 บริษัทได้เปลี่ยนผู้บริหารใหม่ ด้วยเหตุผลที่ผู้บริหารคนเก่ามีการคอรัปชั่น  และเนื่องจากการประสบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งจรัลบอกว่าการทำงานของสหภาพแรงงานฯ  กับผู้บริหารชุดใหม่มีความเข้าใจกันมากขึ้น

ปิดกิจการปี 42

แต่ความสัมพันธ์ที่ส่อเค้าว่าจะดีขึ้นหลังจากเปลี่ยนผู้บริหารใหม่นั้นก็เหมือนกับช่วงเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของคู่รักใหม่ แต่เพียงไม่นานน้ำผึ้งก็เริ่มขม เพราะในช่วงกลางปี 2542 ก็เริ่มส่อสัญญาณแห่งปัญหาเมื่อบริษัทผิดนัดการจ่ายค่าจ้างงวดประจำเดือนมิถุนายน โดยเลื่อนจ่ายไป 2 งวด โดยบริษัทให้เหตุผลว่าโอนเงินเข้าไม่ทัน

ในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2542 ถือว่าเป็นสภาวะของการตึงเครียดมาก เพราะคนงานทำงานด้วยความไม่แน่ใจในอนาคตของตัวเอง  โดยเฉพาะอย่างย่ิงเมื่อมีข่าวว่าบริษัทฯจะย้ายกิจการไปประเทศจีน  เพราะมีค่าแรงที่ถูกกว่า

ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2542 ในที่ประชุมกับสหภาพแรงงาน ฝ่ายบริหารแจ้งการย้ายบริษัทว่าจะย้ายไปอยู่รามอินทรา ช่วงซาฟารีเวิร์ด และขอให้พนักงานขับรถไปเอง[2]

และการจ่ายเงินเดือนของคนงานเริ่มมีปัญหาอีก  และเมื่อนายจ้างผิดนัดการจ่ายเงินอีก สหภาพแรงงานจึงทำหนังสือขอคุยกับผู้บริหาร ซึ่งได้แจ้งให้สหภาพทราบว่านายจ้างที่สิงค์โปร์  จะมาประชุมกับสหภาพแรงงานในวันที่ 3 กันยายน 2542 พร้อมจะนำเงินเดือนที่ค้างจ่ายมาจ่ายให้ด้วย

นายจ้างแจ้งปิดโรงงาน พร้อมเสนอจ่ายค่าชดเชย 40%

ในวันที่ 3 กันยายน 2542 ซึ่งเป็นวันนัดประชุมนายจ้างมาประชุมร่วมกับสหภาพแรงานฯ  และเจ้าหน้าที่แรงงานเขตหนองแขม  5 ท่าน

นายจ้างแจ้งว่า

1.1       ปัจจุบันบริษัทใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่นได้ประสบภาวะการขาดทุนมหาศาล จึงต้องตัดสินใจปิดกิจการทุกแห่งในเครือ  รวมทั้งบริษัทปาลโก้ฯ ด้วย ถึงแม้นายฟรานซิส จะเคยรับฝากกับบริษัทแม่ในญี่ปุ่นในเรื่องการบริหารให้มีผลกำไรก็ตาม มาบัดนี้บริษัท (ปาลโก้ อินเตอร์โพลี่) ไม่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากประเทศญี่ปุ่นอีกแล้ว จึงจำเป็นต้องหยุดการดำเนินกิจการนับแต่วันนี้ และพร้อมที่จะดูแลความเดือดร้อนของลูกจ้างเป็นอันดับแรก

1.2      บริษัทฯ กำลังดำเนินการเพื่อที่จะหาเงินมาให้ลูกจ้างตามสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้ โดยการนำเครื่องจักรไปขายให้กับโรงงานในประเทศจีน

1.3      บริษัทจะดำเนินการจ่ายค่าจ้างเดือนสิงหาคม 2542 ให้แก่ลูกจ้างเต็มจำนวน

1.4       ค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าบริษัทจะจ่ายให้กับพนักงานทุกคนตามสิทธิ์คนละ 40% ของจำนวนเต็มทั้งหมด โดยกำหนดการจ่ายเป็นสองงวด คือ งวดของปลายเดือนกันยายน และตุลาคม 2542

  1. บริษัทมีความจำเป็นปิดการดำเนินการในวันนี้ เท่าที่จะทำได้ตามกฎหมาย ทั้งนี้ได้รับฟังจากปากคำของนายฟรานซิส ในวันที่ 3 กันยายน 2542 ดดยมีนายเนียว เซอร์ วิก ได้ร่วมเจรจารับทราบ
  2. แต่ลูกจ้างไม่ยอมรับเงื่อนไขข้อง 1.4 และขอรับสิทธิเต็มตามกฎหมายกำหนดและไม่รับเงื่อนไขข้อ

ลงชื่อ

นายฟรานซิส                                          นางรุ่งนภา ขันคำ

นายเนียว เซอร์ อิก                                    นายพงศ์ศักดิ์ โพธิ์ศรี

นายกำธร อุ่นหิรัญสกุล                              นายจรัล ก่อมขุนทด

เหตุผลที่สหภาพไม่ยอมรับเงื่อนไข  จรัลกล่าวว่า “นายจ้างอ้างอย่างเดียวว่าจะนำเครื่องจักรไปขายก่อนแต่ไม่มีหลักประกันอะไรให้กับลูกจ้างเชื่อถือ  เพราะถ้าขายเครื่องจักรแล้วนายจ้างหนีเราไม่รู้จะไปเรียกร้องกับใคร  ซึ่งทางสหภาพแรงงาน  พยายามคุยด้วยเหตุและผล  แต่นายจ้างไม่ยอมและได้ปิดประกาศให้พนักงานทราบว่าบริษัทฯ  ได้ปิดกิจการตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2540”

เมื่อไม่มีทางที่เจรจากันได้ และกลัวว่านายจ้างจะหนีไปพร้อมกับเครื่องจักร  คนงานจึงได้รวมตัวกันประท้วงอยู่ที่โรงงานตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2542 ในระหว่างการเจรจาสหภาพได้เจรจาให้นายจ้างจ่ายเงินเดือนที่ค้างจ่ายก่อนเพราะลูกจ้างเดือนร้อนมาก หลายคนไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า และกำลังถูกไล่ออกจากที่พัก สหภาพจึงต้องการให้บริษัทจ่ายในส่วนเงินเดือนก่อนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิก แต่นายจ้างไม่ยอมจะต่อรองเอาเครื่องจักรออกไปขายอย่างเดียว

แจ้งจับนายจ้าง

เนื่องด้วยลูกจ้างกลัวว่านายจ้างจะหนี  ในเย็นวันที่ 3 กันยายน 2542 สหภาพแรงงานได้แจ้งสถานีตำรวจหนองแขมให้ทำการจับกุมนางชนิษฐส เพ็งปรางค์ และนายเนียว เซอร์ อิก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนางชนิษฐ์ และนายเนียว ในเย็นวันที่ 3 กันยายน 2542

การแจ้งจับนายจ้างครั้งนี้ไม่ได้ทำขึ้นอย่างง่ายดาย เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจและแรงงานเขตต่างก็พยายามไกล่เกลี่ยให้ลูกจ้างรอไปก่อน และไม่ยอมทำการบันทึกการแจ้งจับในครั้งนี้  เกษเมือง ปัตเสน รองประธานสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ เล่าถึงตอนนี้ว่า

“ตอนแรกเราไปแจ้งความจับนายจ้าง 2 คนคือคุณเนียว และคุณขนิษฐา แต่ตำรวจไม่ยอมรับ และไม่ยอมลงบันทึกหลักฐานการแจ้ง โยกโย้ต่อรองกับเรา บอกว่านายจ้างจะจ่ายเงิน แต่เราก็เอาหลักฐานใบประกาศนายจ้างมายืนยัน เจรจาต่อรองชั่วโมงกว่าก็ยังไม่ยอมบันทึก เราเลยโทรเรียกให้คนงานที่คุมเครื่องจักรที่โรงงานแบ่งกำลังออกมาครึ่งหนึ่งให้มาที่โรงพัก ซึ่งตำรวจก็พยายามไกล่เกลี่ยให้คนงานกลับไป เพราะมองว่าเป็นการล้อมโรงพัก ทำให้เป็นภาพไม่ดี”

สุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยอมทำบันทึกประจำวัน และให้คนงานชี้ตัวนายจ้างซึ่งได้มาที่โรงพักแล้วเช่นกัน  เกษเมืองเล่าถึงตอนนี้ด้วยความรู้สึกสะเทือนใจว่า

“นายจ้างถามเราว่า กล้าชี้ตัวเขาเหรอ และก็ร้องไห้ทั้งสองคน เราเองก็กลัวจะร้องไห้ เพราะถ้าเราร้องไห้เราก็จะไม่กล้าชี้ตัว เราจึงไม่มองหน้า และก็กลั้นใจชี้ตัว เพื่อนๆ ก็น้ำตาคลอกันทุกคน”

จรัลเล่าถึงตอนนี้ว่า “เราจำเป็นต้องแจ้งจับนายจ้าง 2 คน  ทั้งๆ ที่สหภาพแรงงานฯ  ไม่อยากทำแต่ไม่มีใครรับผิดชอบชีวิตคนงาน 100 กว่าชีวิต”

รุ่งนภาเสริมว่า  “ เป็นครั้งแรกของลูกจ้างที่เห็นน้ำตานายจ้าง ของนายทุน ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยสนใจดูแลลูกจ้างเลย แต่เมื่อถูกจับ ได้ขอร้องให้พวกเราถอนคดีเพราะไม่อยากอยู่ห้องขัง ซึ่งพวกเรารู้สึกว่านายจ้างสมควรจะได้รับโทษ และควรจะได้ตระหนักถึงความลำบากของลูกจ้างที่ผ่านๆ มา”

ในเย็นวันที่ 3 กันยายน 2542 สหภาพแรงงานจึงต้องทำการยึดโรงงานเราะต้องเฝ้าเครื่องจักรไม่ให้นายจ้างนำไปขาย ระหว่างการยึดโรงงานนี้เราได้ดำเนินการหลายอย่างเพราะต้องการให้นายจ้างมารับผิดชอบ เช่น  แจ้งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน   แจ้งกรรมาธิการด้านแรงงานและดำเนินการฟ้องศาลแรงงาน “

ด้วยการที่ทั้งลูกจ้างในส่วนของฝ่ายบริหารเองก็จะตกงานด้วย ดังนั้นฝ่ายบริหารได้ขอเข้าร่วมกับสหภาพและพร้อมให้ความร่วมมือในด้านข้อมูลต่างๆ จรัลเขียนถึงตรงนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

“ ในการหยุดงานครั้งนี้เราได้เห็นสัจธรรมหลายอย่าง เช่นพนักงานฝ่ายบริหารทั้งหมดที่เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหภาพแรงงานมาตลอดเกือบ 10 ปี  มาขอร่วมในการเรียกร้องกับสหภาพแรงงาน ด้วยเขากลัวไม่ได้รับค่าชดเชยทั้งๆ ตลอดเวลาทีผ่านมามาทำทุกอย่างเพื่อนายจ้างแต่พอนายจ้างย้ายฐานผลิตเขาไม่รู้จะฟังใครทั้งๆ ที่ตัวเองมีอำนาจพอถูกเลิกจ้างไม่รู้ว่าตัวเองจะได้ค่าชดเชยหรือเปล่าและไม่กล้าร้องขอกันายจ้าง  จึงขอเข้าร่วมกับสหภาพแรงงานและพร้อมที่จะให้ข้อมูลและความร่วมมือทุกอย่างตามที่สหภาพแรงงานต้องการ”

เนื่องจากจากในช่วงที่นายจ้างถูกจับนั้นเป็นช่วงเลิกงานวันศุกร์ ดังนั้นนายจ้างจึงไม่สามารถดำเนินการประกันตัวได้ทัน ทำให้นายจ้างทั้ง 2 คนถูกขังคุก เกษเมือง เล่าถึงตอนนี้ว่า “ตำรวจบอกว่าจะไม่ให้ประกันตัว เพราะกลัวว่านายจ้างจะหนีออกจากประเทศ และก็เป็นวันเสาร์อาทิตย์ด้วย เราก็วางใจ แต่พอบ่ายวันเสาร์ เราก็เห็นนายจ้างลงจากรถแทกซี่เข้าโรงงาน พวกเราก็กลัวนายจ้างจะหนีออกนอกประเทศ จึงต้องคอยเฝ้าเอาไว้ แต่นายจ้างก็ไม่ได้หนีไปไหน พอวันจันทร์เราเลยทำหนังสือไปยังกองตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำเรื่องขอให้มีการสั่งห้ามนายจ้างเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งกองตรวจคนเข้าเมืองก็ไม่อยากรับหนังสือ บอกว่าไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนที่ลูกจ้างทำหนังสือห้ามนายจ้างเดินทางออกนอกประเทศ แต่สุดท้ายก็ยอมรับหนังสือ”

เมื่อนายจ้างประกันตัวออกมาแล้วจึงได้ยอมเจรจากับลูกจ้างอีกครั้งและบอกว่าจะไม่ปิดกิจการ  โดยนายเนียว เซอร์ อิก เขียนประกาศในวันที่ 6 กันยายน 2542 ไว้ดังนี้

“ถึงพนักงานทุกท่าน  ในวันที่ 7 กันยายน 2542 โรงงานจะเปิดทำการผลิตสินค้าเป็นปรกติเช่นเดิม ฝ่ายบริหารฯ ขอแสดงความเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขออภัยในเรื่องต่างๆ ที่พนักงานไม่ได้รับความสะดวก”

ถึงแม้ว่าจะเปิดกิจการ “แต่การเปิดใหม่ครั้งนี้เรารู้อยู่แล้วว่าเป็นเล่ห์เหลี่ยมของนายจ้างเพราะเขาต้องการเคลี่ยคดีที่ถูกจับและให้เรายกเลิกการฟ้องศาลแรงงาน  ซึ่งเราไม่ย่อมอยู่แล้วในที่สุดก็ทำสัญญาต่อกันไว้ว่าถ้าบริษัทฯ  เลิกจ้างก็ขอให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย”

และบริษัทฯ ก็เปิดกิจการต่อแต่ก็ไม่มีงานให้คนงานทำในที่สุดสิ้นเดือนกันยายน  บริษัทฯ บอกเลิกกิจการและนำเงินมาจ่ายให้พนักงานตามกฎหมาย และทางสหภาพแรงจึงถอนยกฟ้องที่ศาลแรงงาน   ส่วนคดีอาญานั้นให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

3 ตุลาคม 2542 เป็นวันที่ลูกจ้างปาลโก้ อินเตอร์โพลี่ ถือเป็นการยืนยันว่าพวกเขาจะต้องพลัดพรากกันไปคนละทิศ คนละทาง อย่างแท้จริง เพราะบริษัทปิดตัวลงอย่างถาวร คนงานทุกคนที่ผู้เขียนสัมภาษณ์พูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความรู้สึกเศร้าสะเทือนใจที่ต้องแยกจากกันในวันที่ 3 ซึ่งสอดคล้องกับข้อเขียนของจรัล  ที่เมื่ออ่านแล้ว  ก็รู้สึกสะเทือนใจไปกับพวกเขาชาวเสรีปาลโก้ฯ

“วันที่ 3 ตุลาคม 2542 เป็นวันที่พวกเราทุกคนไม่อยากให้มีวันนี้เพราะเราได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของสหภาพแรงงานฯ ซึ่งเราไม่อยากใช้คำว่าเลิกสหภาพแรงงาน และเคลียเรื่องทรัพย์สินของสหภาพแรงงาน

ในวันนั้นเป็นวันที่พวกเราทุกคนต้องจากกันแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรที่พวกเราจะมีโอกาสเจอกัน  ได้ร่วมทุกข์   ร่วมสุขกัน

วันนี้เป็นวันที่พวกเราชาวสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ฯ มีความเเศร้าโศกด้วยความอาลัยที่มีต่อกัน

ทุกคนร้องไห้  เพราะไม่มีพี่น้องชาวเสรีปาลโก้ทุกคนตลอดไป

และที่น่าแปลกใจในวันนั้นได้มีฝ่ายบริหารทุกคน  ซึ่งเคยขัดขวางเราแล้วเขามีความซาบซึ้งที่เห็นพวกเรารักและสามัคคีกัน และพวกเขาเสียใจมากที่มาเข้าใจพวกเราเอาวันสุดท้าย

พร้อมทั้งเอ่ยปากยอมรับสหภาพแรงงานฯ  และวันเลี้ยงอำลาของพวกเราชาวสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ ก็เป็นอันยุติพร้อมเพลงฝากใจลา ในบรรยากาศ  ของความห่วงใย  ความเอื้ออาทรที่เรามีให้แก่กันและกัน  ซึ่งเป็นภาพแห่งความทรงจำ  ความจริงใจของพวกเราพี่น้องสหภาพแรงงานตลอดไป”

ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากรณีของการต่อสู้ของคนงานเสรีปาลโก้ จะเป็นอีกหนึ่งกรณีของการไม่สยบยอมต่อนายทุนของคนงานไทย ซึ่งจะเป็นกรณีศึกษาเพื่อช่วยสร้างกำลังใจให้กับคนงานไทยทั้งหลายที่อยู่ในระหว่างการต่อสู้เพื่อสิทธิ และศักดิ์ศรีของอุดมการณ์ “สหภาพแรงงาน” อยู่ในขณะนี้ และเพื่อเป็นรางวัลแด่นักต่อสู้ของเสรีปาลโก้ฯ ผู้เขียนขอมอบเพลง สายเลือดแรงงาน ให้กับสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้พลาสติก

พวกเราเหล่าสายเลือดแรงงาน            อาจหาญมั่นคงกว่าภูผาใด

หากเรารวมพลังไม่แบ่งแยกสาย          อย่าหวังทำลายเราสายเลือดแรงงาน

สหภาพแรงงานประสานดวงใจ            เกี่ยวร้อยรัดไว้มั่นในพลัง

ก้าวเคียงกันไปด้วยใจมั่นหวัง                        รวมพลังแรงงานสร้างสรรค์โลก

* * * * * * * *

ผู้เขียนขอจบบทเสรีปาลโก้ฯ ด้วยข้อเขียนของจรัล ก่อมขุนทศ เพราะคงไม่มีใครสามารถให้บทสรุปที่ดีเกี่ยวกับเสรีปาลโก้ฯ เท่ากับประธานสหภาพแรงงานคนสุดท้ายของสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ พลาสติก

“การต่อสู้ของสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ที่ประสบผลสำเร็จมาได้นั้น ไม่ใช่เป็นความสำเร็จมาจากใครคนใดคนหนึ่ง  แต่เป็นความสำเร็จมาจากพวกเราทุกคน  เพราะทุกคนสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และยังมีบุคคลที่มีส่วนทำให้เราประสบผลสำเร็จ  รู้จักคำว่า ‘สหภาพแรงงาน’  รู้จักการต่อสู้ทางชนชั้น  ให้คำปรึกษา ให้ความรู้กับพวกเรามาตลอด  ซึ่งพวกเราทุกคน  เรียกว่าอาจารย์  คือ อาจารย์สุนทร บุญยอด  อาจารย์ปิยเชษฐ์  แคล้วคลาด  และองค์กรแม่ของพวกเรา ที่จัดอบรมให้พวกเราได้รับความรู้มาตลอด คือ สหพันธ์กระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทย พวกเราสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้  ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างมาก และต้องขอขอบคุณโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทยที่เปิดโอกาสให้พวกเรา ได้บอกเล่าเรื่องราวของการต่อสู้ที่เกี่ยวกัยสหภาพแรงงานเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้และศึกษาต่อไป”

ด้วยศรัทธาและเชื่อมั่น

นายจรัญ ก่อมขุนทด (บัวลอย)

อดีตประธานสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้  พลาสติก  ปี  2536-2542

* * * * * * * *

ภาคผนวก 1

คดีฟ้องร้องต่างๆ

1. วันที่ 26 เมษายน  2534    คดีแพ่ง  คดีเลขที่ 3088/2534  สหภาพแรงงานเสรีปาลโก้พลาสติก โจทก์ ฟ้องร้องบริษัทปาลโก้อุตสาหกรรม จำกัด จำเลย  เกี่ยวข้องกับข้อตกลงของสหภาพการจ้าง ได้แก่เรื่อง

  • ทำงานกะ  8-16, 16-24, 24-8 ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลง จะบังคับให้พนักงานทำงานล่วงเวลาเกิดกว่าเวลาที่กำหนดในแต่ละกะ
  • ชุดฟอร์มปีละ 2 ชุด เรียกร้องเป็นเงินชดเชย 350 บาท
  • ปรับพนักงานอายุงานเกิน 2 ปีครึ่งเป็นพนักงานประจำทันที่ แต่มี 2 คนที่ไม่ได้ปรับ ขอให้ปรับ และจ่ายย้อนหลัง
  • เบี้ยขยันเดือนละ 100 บาท จ่ายทุก 3 เดือน ผิดนัด 30 วันตลอด ขอให้ปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้

2. วันที่  16 กรกฎาคม 2535 คดีดำเลขที่ 2946/2535  สหภาพแรงงานเสรีปาลโก้พลาสติก  โจทก์ ฟ้องร้อง บริษัทปาลโก้อุตสาหกรรม  จำเลย ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างงาน พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์

  • ผู้พิพากษาได้พิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลย จำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ 109,237.25 บาท เงินค่ากะค้างชำระ ปรับลูกจ้างเป็นลูกจ้างรายเดือน

3. คดีหมายเลขดำ 7132-7186/2535 นายปริญญา ทองแสวง ที่  1 กับพวก 55 คน  โจทก์ ฟ้อง บริษัทปาลโก้อุตสาหกรรม จำเลย เรื่องการปรับลูกจ้างเป็นลูกจ้างประจำ และเรื่องการปรับเงินขึ้น

4. คดีดำเลขที่ 2376/2538 เรื่องการจ่ายโบนัส คนงาน 232 รายเป็นเงิน 1,442,282 บาท

  • ตกลง 6 กรกฎาคม 2538 นัดจ่าย 2 งวด 50% ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 ที่เหลือจ่ายภายในวันที่ 30 กันยายน 2538
  • 1 สิงหาคม 2538 บริษัทไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2538 สหภาพฟ้องร้องขอยึดทรัพย์ตามจำนวนเงินที่ค้างจ่าย
  • 2 สิงหาคม2538 ศาลแรงงานกลางมีหมายถึงเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี เป็นพนักงานบังคับคดีจัดการจึดอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
  • 4 สิงหาคม 2538 กรมบังคับคดี มีคำสั่งยึดทรัพย์
  • 30 ตุลาคม 2538 อินชวน ขันคำ  ได้รับเงินค่าดอกเบี้ยจากบริษัทเพื่อไปจ่ายให้กับลูกจ้าง 232 คน

5. คดีดำที่ 2379/2538  -  คดี และคดีแดงที่ 3726/2538 –  คดีที่พิจารณาจากศาลขั้นต้น

6. 17 มกราคม 2539  คดีหมายเลขดำที่ 10971-10997/2538 และ เลขที่ 11017-11113/2538 โดย จรัล ก่อมขุนทด ที่ 1 กับพวกรวม 27 คน และ นางสาวเกษเมือง บัตเสน กับพวกรวม 97 คน รวมทั้งสิ้น 124 คน

  • ขอให้ปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 10 บาทตามข้อตกลง
  • เรื่องข้อตกลงสภาพการจ้างงาน  ให้ปรับเงินขึ้น 10 บาทตามข้อตกลงสภาพการจ้างงาน
  • ตัดสิน 21 กุมภาพันธ์ 2539  ยกฟ้องเพราะพิจารณาว่าข้อตกลงสภาพการจ้างหมดอายุความ (ให้พี่บัวลอยขยายความหน่อยค่ะ)

7. 17 กุมภาพันธ์ 2541 คดีหมายเลขดำ 3531/2541 ไพบูลย์ อาลี โจทก์  ฟ้องร้อง จรัล ก่อมขุนทด เพื่อร้องขออำนาจศาลเลิกจ้างจรัล

  • 26 มีนาคม 2541 ผู้ร้องขอถอนคำร้อง

8. 14 พฤษภาคม 2541 คดีหมายเลขดำที่2201/2541 พนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 7)  โจทก์ บริษัทปาลโก้ อินเตอร์โพลี่ จำกัด กับพวกรวม 3 คน  จำเลย 1. บริษัทปาลโก้ อินเตอร์โพลี่   2. นายคริสโตเฟอร์ โจว ตัน  3.  นายไพบูรณ์ อาลี  เรื่องไม่จ่ายค่าจ้าง

9. 9 มิถุนายน 2541 จรัล ก่อมขุนทด ฟ้องร้องบริษัทปาลโก้ อินเตอร์โพลี่ กฎหมายว่าด้วยกฎหมายคุ้มครองแรงงาน สัญญาจ้างแรงงาน เรียกร้องเงินเดือนย้อนหลัง จำนวนทุนทรัพย์ 10,900 บาท

คดีปรานีปรานอม วันที่ 6 กรกฎาคม 2541


[1] จรัล ก่อมขุนทศ, สรุปบทบาทการต่อสู้ของสหภาพแรงงานเสรีปาลโก้ พลาสติก, ตุลาคม 2544

[2] พงษ์ศักดิ์  โพธิ์ศรี, บันทึกการประชุมระหว่างบริษัทกับตัวแทนพนักงาน, 27 กรกฎาคม 2542

About Time-up Thailand

0582vqiGkwposk
This entry was posted in บทความด้านแรงงานและสังคม. Bookmark the permalink.

Comments are closed.