สารบัญ – คำนำ

คำนำ

การลุกขึ้นสู้ของประชาชนเพื่อขับไล่เผด็จการสุจินดา คราประยูร มาถึงจุดเดือดในเดือนพฤษภาคม 2535  มีการรายงานผู้เสียชีวิต 48 คน จากการปราบปรามของทหาร

เป็นไปตามธรรมเนียมการเมืองไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชิญให้แกนนำทั้งสองฝ่ายเข้าเฝ้า และอภัยโทษให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งพระราชทานนายกรัฐมนตรี ที่แม้ไม่ได้มาจากกระบวนการเลือกตั้ง แต่ก็ได้ผ่านร่างกฎหมาย 267 ฉบับภายในปีเดียว

นี่คือรูปธรรม “ประชาธิปไตยแบบไทยภายใต้พระมหากษัตริย์” อันเป็นนิยามแห่งความสับสน และเหตุการณ์แห่ง “คำขอโทษ” ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอย ครั้งแล้วครั้งเล่า

ตามธรรมเนียมวิถีที่ตั้งอยู่บนการสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ คนไทยจำนวนไม่น้อยที่มองโลกในแง่ดี  ต่างก็หวังว่าเหตุการณ์พฤษภาเลือดปี 2535 จะเป็นการนองเลือดครั้งสุดท้ายที่กองทัพไทย กระทำกับประชาชนคนไทย และจะเป็นการสิ้นสุดแห่งความโหดร้ายป่าเถือนของการปราบปรามประชาชน ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่ปี 2490 เมื่อทหารไทยได้เริ่มต้นกระบวนการบดขยี้ขบวนการประชาธิปไตยของไทยที่เพิ่งผลิใบ

การเลือกตั้งที่ตามมาหลังจากเหตุการณ์พฤษภาเลือด ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเริ่มมีความหวัง

กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจนได้รัฐธรรมนูญ (ฉบับประชาชน) ปี 2540 ได้ระบุถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางด้านที่เคยถูกปฏิเสธ – อาทิเสรีภาพในการรวมตัวแสดงออกซึ่งความคิดเห็น แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ไม่ใช่ไม้กายสิทธิ์ การจะขจัดปัดเป่าปัญหาคอรัปชั่นที่ฝังรากลึกในกลไกของรัฐ ทหาร และตำรวจ และรวมทั้งวัฒนธรรมการเมืองของไทยมาอย่างยาวนาน ต้องการมากกว่า เพียงแค่มีการระบุไว้ในมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ

สัญญาณแห่งการพัฒนาที่ดูว่าจะเป็นผลดีเหล่านี้ ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดโดยรัฐประหารปี 2549 ที่โค่นทักษิณได้สำเร็จ และมันยังได้ผลักประเทศไทยให้มุ่งหน้าสู่สงครามกลางเมือง

รัฐประหาร 2549 ทำให้คนไทยที่เคยแต่เพียงเฝ้ามองเหตุการณ์เมืองไทยอยู่รอบนอก จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถทนดูนิ่งเฉยได้อีกต่อไป และเข้ามาร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หลายคนได้ลุกขึ้นมาทลายความกลัวแห่งกฎหมายเหล็ก “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และเริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า เพราะเหตุใด ในรอบ 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ความหวังและแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสังคมที่ดีงามของพวกเขา จึงถูกบดขยี้และทำให้ขยับเยื้อนไม่ได้ จากอำนาจของคณะองคมนตรี ทหารรักษาพระองค์ และพวกหัวหน้าผู้พิพากษาต่างๆ

ประเทศไทยมีประชากร 66 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ร่วมครึ่งหรือมากกว่าครึ่งของ ประชากรทั้งประเทศ ยังคงดำรงวิถีชีวิตด้วยการพึงพิงอาหารที่ครอบครัวผลิตจากไร่นาของตัวเอง โดยมีครอบครัวเกษตรกร 5.7 ล้านครอบครัว ซึ่งนับเป็นตัวแทนของประชากรไม่ต่ำกว่า 40% ของทั้งประเทศ และในจำนวนนี้มีเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 40% ที่มีที่ดินทำกินไม่ถึงสิบไร่ หรือต้องทำนาด้วยระบบแบ่งผลผลิตกับเจ้าของที่ดิน หรือเป็นเกษตรกรที่ต้องเช่าที่ดินทำกินและจำนวนมากต้องสร้างรายได้เสริมจากการเดินทางไปเป็นแรงงานรับจ้างนอกพื้นที่

จากจำนวนเงินกู้ทั้งหมดในประเทศไทย 45% เป็นเงินที่มาจากการกู้นอกระบบ ที่กระทำในตลาดมืด และคิดดอกเบี้ยกันในอัตรามหาโหด ส่วนมากจะคิดดอกเบี้ยกันเป็นรายเดือน

หนี้สินของครอบครัวเกษตรกรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 300,000 บาทต่อครัวเรือน สูงกว่าหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนของประชาชนทั้งประเทศเกือบเท่าตัว สวัสดิการสังคมที่มีอันจำกัดและครอบคลุมกำลังแรงงานเพียง 27% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด 38 ล้านคน คนงานที่ถูกจัดในกลุ่ม “แรงงานจ้างงานตัวเอง” ที่มีประมาณ 24 ล้านคน ไม่ได้รับสวัสดิการทางสังคมใดๆ และก็เผชิญความยุ่งยากต่างๆ นาๆ ในการเข้าถึงการใช้บริการการรัษาฟรีของรัฐบาล  สรุปสั้นๆ ก็คือ 70% ของประชากรในประเทศไทย ต่างก็มีชีวิตอยู่บนชะตากรรมที่ไม่มีสวัสดิการทางสังคมใดๆ ดูแลพวกเขา

ประเทศไทยถูกจัดอยู่ที่ลำดับ 73 ของดัชนีชี้วัดการพัฒนาของสหประชาชาติเมื่อปี 2548 แต่ในการจัดลำดับประจำปี 2554 เราตกร่วงลงมาอยู่ที่ลำดับที่ 92

บทความชิ้นนี้ เป็นบทความต่อเนื่องจากสองบทความชิ้นใหญ่ที่เขียนขึ้นมาก่อนหน้านี้ ได้แก่ “ไพร่สู้ บนเส้นทาง 78 ปีประชาธิปไตย” (2552-2553) และ “ทำไมถึงไม่รักในหลวง (2553) แต่บทความเรื่องนี้เจาะลึกลงไปมากขึ้นถึงอำนาจของลัทธิศักดินาที่ยังคงคุมขังและทรมานพัฒนาการทางสังคมและการเมืองของคนในประเทศไทยอยู่จนถึงปัจจุบัน

บทความทั้งหลายที่เขียนขึ้นเกี่ยวกับการเมืองไทยที่ผ่านมาสามารถหาอ่านได้ที่ www.timeupthailand.net

จรรยา ยิ้มประเสริฐ

8 มีนาคม 2554

โปรดติดตามตอนต่อไป “ราชอาณาจักรจักรี” (The Kingdom of the Chakri)

About Time-up Thailand

0582vqiGkwposk
This entry was posted in เอาชนะความกลัวพระบรมเดชานุภาพ. Bookmark the permalink.

3 Responses to สารบัญ – คำนำ

  1. x-banner says:

    ขอบคุณมากครับ ขอรับความรู้ไปนะครับ มีประโยชน์มาก

  2. Boy Donny says:

    Junya Yimprasert..

    Surprisingly there are people like you in Thailand…first time i have read some
    thing out of your Honest Mind…Many interesting chapters …we may exchange ideas…
    How to get in touch with you..is yr email ; savethailand@gmail.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>