Petition: ข้อเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112

ข้อเรียกร้องถึง

รัฐบาลของประเทศไทย และองค์กรอาเซียน

เพื่อให้มีการ

ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

(มาตรา 112 ของประมวลกฏหมายอาญา)

และเรียกร้องให้ปล่อยตัว

นักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกคน

คำปรารภ

ข้อเสนอแนะฉบับนี้ จัดทำโดยประชาชนและองค์กรที่รู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับอนาคตแห่งประชาธิปไตยของประเทศไทย และของกลุ่มประเทศอาเซียน หลังจากเหตุการณ์การที่กองกำลังของกองทัพไทยเคลื่อนเข้าปราบปรามและ สังหารหมู่ประชาชนเมื่อเดือนเมษายน และ พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 93 คน และ บาดเจ็บ 2,000 คน กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้ถูกนำมาใช้รุนแรงมากขึ้น เพื่อทำให้ผู้คนที่รู้สึกสุดทนมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อความยุติธรรมในประเทศไทยเกิดความกลัวและไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆ ถ้าไม่ได้อยู่ในคุก แกนนำเกือบทุกคนที่ต่อต้านรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่างก็ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ข้อเรียกร้องฉบับนี้ จะก้าวข้ามประเด็นแห่งการโฆษณาชวนเชื่อและข้อห้ามต่างๆ ของค่ายนิยมกษัตริย์  และพุ่งเป้าไปยังต้นตอของวิกฤติการเมืองไทยในปัจจุบัน นั่นก็คือผลกระทบที่เกิดจากความน่าสะพรึงกลัวของกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่มีต่อพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยและกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นอกจากจะปฏิเสธที่จะตัดสินลงโทษกลุ่มพันธมิตร ที่ปฏิบัติการยึดทำเนียบรัฐบาลและปิดสนามบินนานาชาติ ในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญของไทยยังได้แสดงให้โลกเห็นอีกครั้งหนึ่งว่าศาลนี้เป็นเช่นไร ด้วยการตัดสินยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อที่พรรครอยัลลิสต์ ประชาธิปัตย์มีอำนาจบริหารประเทศ เพียง 8 วันหลังจากนั้น ประเทศไทยเฉลิมฉลอง 60 ปีที่ประเทศไทยได้ลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2491 แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนชาวไทยไม่เคยประสบพบพานกับวิถีชีวิตที่ “มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระเสรี เท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ” ซึ่งระบุเอาไว้ใน “อรัมภบท” ของสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แม้แต่น้อย

2475

หลังจากการที่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชถูกโค่นล้มไปเมื่อเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2475  ประเทศไทยควรจะเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบ “พระมหากษัตริย์ภายใต้ประชาธิปไตย” กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีผลบังคับใช้มามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 และระบุเป็นลายลักษณ์อักษรในประมวลกฏหมายอาญา เมื่อปี พ.ศ. 2452 คณะราษฏร ได้ออกกฎหมายมาตรา 104 ระบุว่า “การวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์และรัฐบาล หรือทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียนไม่ใช่ความผิดทางอาญา หากว่าการวิจารณ์นั้น มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญ และเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่หลังจากนั้นเพียง 15 ปี ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยก็ถูกทำลาย ด้วยการทำรัฐประหารในปี พ.ศ. 2490 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พัฒนาการของประชาชนและประเทศไทยตกอยู่ในวังวนซ้ำซากของระบอบ “ทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และในอุ้มมือของ “ชนชั้นสูง” ที่กุมอำนาจในเมืองไทย เนื่องจากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” ตลอด 63 ปีที่ผ่านมา สิทธิของประชาชนในประเทศไทยถูกละเมิดอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบมาโดยตลอด

มาตรา 112

ในปี พ.ศ. 2499 จอมพลป. พิบูลสงครามได้ปรับกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา เพิ่มโทษสูงสุดเป็นการจำคุก 7 ปี ด้วยมาตรการ “ปราบปรามคอมมิวนิสต์” และ “ปกป้องสถาบันกษัตริย์” บรรดานายพลได้ใช้สถานะกษัตริย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ เป็นข้ออ้างในความชอบธรรมที่จะกดหัวประชาชน หรือแม้แต่ฆ่าใครก็ตามที่พวกเขาเห็นว่ามีความเป็นไปได้ว่า “จะหรือเป็นบุคคลอันตราย” ด้วยข้อมูลที่น้อยนิดที่ทางการเปิดให้ประชาชนได้รับรู้ มีประชาชนประมาณ 11,000 คน ที่ถูกสังหาด้วยเงื่อนไขทางการเมือง ในบรรดาคนเหล่านี้ มีตั้งแต่ชาวนา กรรมกร นักศึกษา คนยากจน รัฐมนตรี สมาชิกผู้แทนราษฏร นักวิชาการ นักเขียน นักข่าว และอื่นๆ เพราะว่าข้อมูลที่เปิดเผยให้ประชาชนเห็นมีน้อยมาก และการขาดการวิจัย สืบหาข้อเท็จจริง จำนวนคนไทยที่ได้เสียชีวิตจากการถูกคุกคามสรีภาพ และจากการออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2499 นั้น ไม่มีใครทราบแน่นอน แต่คาดว่าน่าจะมีใกล้เคียงหรือมากกว่า 3 หมื่นคน (ดู 60 ปีแห่งการกดขี่สิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย) นอกจากการโหมโฆษณาชวนเชื่อเพื่อการ “ปกป้องสถาบันกษัตริย์” และการปลุกปั่นยั่งยุให้พวกนิยมลัทธิกษัตริย์ใช้ความรุนแรง ด้วยคำขวัญ “การฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” และ การโหมโฆษณา “เรารักพระเจ้าอยู่หัว” กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งของผู้มีอำนาจที่จะปิดปากประชาชน ไม่ให้กล้าส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ

การใช้อำนาจในทางมิชอบ

หลังจากการสังหารหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 รัฐบาลที่ยึดอำนาจประชาธิปไตยของประชาชน ได้เพิ่มโทษสูงสุดของกฏหมายหมิ่นฯ มาตรา 112  ให้รุนแรงกว่าเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับที่มีผลบังคับใช้จนถึงทุกวันนี้ “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี” ภายใต้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ว่า “ใครก็สามารถกล่าวหาใครก็ได้” ว่า “หมิ่นอำนาจองค์พระมหากษัตริย์” ไม่ใช่เฉพาะในปัจจุบันเท่านั้นแต่ในช่วงระยะเวลา 15 ปี “ใครก็สามารถแจ้งจับใครก็ได้” “ไม่ว่าคำกล่าวหาจะจริงหรือไม่จริง” บรรยากาศของความหวาดระแวงเช่นนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่วิถีอำนาจ “แบ่งแยกและปกครอง” ที่ได้รับการค้ำจุนด้วยทหารรักษาพระองค์ร่วม 50,000 คน  ที่เป็นกองกำลังที่ได้รับการฝึกซ้อมอย่างดีและมีอาวุธยุทโปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุด  – โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาจากภาษีประชาชนชาวไทยทั้งสิ้น ตลอดเวลา 64 ปีที่กษัตริย์ภูมิพลเป็นองค์พระประมุขของประเทศไทย วังได้เซ็นยอมรับการรัฐประหารประมาณ 10 ครั้ง การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน เมื่อปี 2549 ที่โค่นรัฐบาลพรรคไทยรักไทยของทักษิณ ชินวัตรได้นำผู้คนนับแสนออกมาประท้วงบนท้องถนน เรียกร้องให้รัฐบาลหุ้นเชิดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ผู้ประท้วงส่วนใหญ่ใส่เสื้อสีแดง นับตั้งแต่นั้นมา การอ้างว่าเพื่อ “ความมั่นคงของชาติ” และ “ปกป้องสถาบันฯ” เพื่อเป็นเครื่องมือบังหน้ารัฐบาลรอยัลลิสต์ได้ใช้มาตรา 112 อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อปิดปากไม่ให้ใครกล้าวิจารณ์ผู้มีอำนาจในด้านลบ โดยเฉพาะการวิจารณ์การลงมาแทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตยของวัง นายทหาร  และคณะตุลาการ เพื่อดำรงไว้ซึ่งระบบ “แบ่งแยกและปกครอง” ในเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 การประท้วงของคนเสื้อแดงหลายหมื่นคนถูกตีแตกพ่ายโดยกองกำลังทหารรักษาพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มทหารเสือราชินี  นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกคำสั่งอนุญาตให้กองทัพใช้กระสุนจริงกับผู้ชุมนุมได้ใน “เขตกระสุนจริง” ณ กลางกรุงเทพมหานคร ในช่วงระหว่าง 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม จึงคละคลุ้งไปด้วยควันระเบิดและควันปืนที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่ออำนาจอธิปไตย  มีผู้เสียชีวิต 93 คน ส่วนใหญ่ถูกยิงที่ศีรษะหรือที่หน้าอกจากการสไนเปอร์ มีผู้บาดเจ็บร่วม 2,000 คน

ทะลายความเงียบ

เมื่อประชาชนจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งนักวิชาการ เริ่มแสดงท่าที่แห่งความโกรธและความคับค้องใจที่มีต่อทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลอภิสิทธิ์ เริ่มมาตรการควบคุมการเข้าถึงอินเตอร์เนตมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจัดตั้งกองกำลังลูกเสือไซเบอร์ เพื่อคอยจับตาดูผู้คนในสังคมไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมง และยังได้ตั้งหน่วยสืบสวนพิเศษภายใต้การกำกับของดีเอสไอ ที่มีหน้าที่เฉพาะในด้านการสอบสวนและจับกุมผู้คนด้วยกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือกฏหมายพรบ. คอมพิวเตอร์ที่ออกมาในปี พ.ศ. 2550 ในปี พ.ศ. 2554 แม้แต่องค์กร Freedom House ได้ลดอันดับสิทธิและเสรีภาพของประเทศไทย จากระดับ “พอมีสิทธิเสรีภาพบ้าง” มาสู่ระดับ “ไม่มีสิทธิและเสรีภาพทางสื่อและเนต” นักข่าวไร้พรมแดนได้ลดอันดับความมีสิทธิเสรีภาพในการรับข่าวสารของประเทศไทย จากลำดับที่ 59 ไปอยู่ที่ลำดับ 153 หลังจากการรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 มีผู้คนที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว จากไม่เกิน 10 คนต่อปี เป็น 100 คนต่อปี และในปี 2553 จำนวนผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ ได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 500 คน ทุกวันนี้ ไม่มีใครรู้ว่ามีคนที่ต้องติดคุกด้วยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกี่ร้อยคน หรือถูกดำเนินคดีกี่คน ขนาดนักกฏหมายของเราก็ไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้

นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคือนักโทษการเมือง

ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส่วนใหญ่จะถูกโยนเข้าคุกทันที หลังจากถูกจับกุม โดยไม่มีโอกาสแม้กระทั่งที่จะขอประกันตัวเพื่อเตรียมตัวสู้คดี ขณะอยู่ในคุก บ่อยครั้งที่พวกเขาถูกลงโทษหนักกว่าคนอื่น มีแต่บุคคลที่มีชื่อเสียงบางคน หรือเศรษฐีเท่านั้น ที่จะสามารถต่อรองการขอประกันตัวได้ คนส่วนใหญ่หลังจากถูกกล่าวหาในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จะต้องหลบซ่อนตัว หรือหนีออกนอกประเทศให้เร็วที่สุด

เราขอยกตัวอย่างบุคคลเหล่านี้บางคนเพื่อให้ท่านเข้าใจกับสถานการณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ให้ดีขึ้น

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล, 48 ผู้สื่อข่าวที่ออกมาร่วมประท้วงหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 เธอถูกจับขังคุกตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 และกำลังมีปัญหาด้านสุชภาพ แต่เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่กระนั้นเธอก็ยืนหยัดต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล, 39 พ่อคนโสด และนักออกแบบเว็บไซด์เสื้อแดง ถูกตำรวจกลุ่มหนึ่งบุกจับที่บ้านและถูกขังคุกทันที ตำรวจกล่าวหาว่าเว็บไซด์ นปช.ยูเอสเอ เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ เขาเขียนจดหมายจากคุกถึงลูกชายวัย 10 ขวบของเขาว่า … สิ่งเดียวในตอนนี้ที่ป๊าหวังมากที่สุดนั่นคือการได้ออกไปอยู่กับน้องเว็บอีก ครั้งโดยเร็ว “น้องเว็บต้องรู้ไว้เสมอนะว่าป๊าไม่ได้ฆ่าคนตาย ป๊าไม่ได้คดโกงใคร ไม่ได้ขายยาเสพติด หรือหลอกลวงใคร ป๊าก็แค่ทำงานช่วยเหลือเพื่อนๆในสิ่งที่ป๊าสามารถทำได้เท่านั้น แล้วก็ถูกจับ” คุณสุรชัย แซ่ด่าน, 68 แกนนำเสื้อแดงวัย 68 ปี ป่วยเป็นโรคต่างๆ มากมาย และกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล หลังจากที่เคยอดอาหารประท้วงสภาพความเป็นอยู่ในคุก เขาถูกจับเข้าคุกเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เขาเขียนข้อความส่งออกมาจากคุกถึงคนเสื้อแดงว่า อย่ายอมแพ้ จงสู้ต่อไป สมยศ พฤกษาเกษมสุข, 48 บรรณาธิการนิตยสาร เรดพาวเวอร์ และนักสิทธิแรงงาน ถูกจับที่ชายแดนไทย – กัมพูชา เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554 เขาส่งจดหมายจากคุกในชื่อเรื่อง “เหยื่ออธรรม” โดยระบุว่า “ผมจะต่อสู้ให้ได้รับเสรีภาพตราบจนลมหายใจสุดท้าย” โจ กอร์ดอน, 52 ชาวอเมริกาเชื้อชาติไทย กลับเมืองไทยเพื่อรับการรักษาโรค เขาถูกล้อมจับด้วยตำรวจดีเอสไอร่วม 20 คน และถูกโยนเข้าห้องขังทันทีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554  ด้วยข้อหาแปลและโพสลิ้งคหนังสือ “กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม” ในเว็บบอร์ดเมื่อปี พ.ศ. 2551-2552 อำพล ตั้งนพคุณ “อากง”, อายุ 61 ปี ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 สำหรับข้อกล่าวหาว่าส่ง SMS ที่มาดร้ายต่อองค์สมเด็จพระนางเจ้า ไปยังมือถือของสมเกียรติ คล่องวัฒนาสุข เลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  อำพลปฏิเสธอย่างจริงจังว่าไม่ได้เป็นคนส่งข้อความเหล่านี้ ขณะนี้เขากำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งที่ลิ้น และไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่ถูกต้องได้ในระหว่างที่อยู่ในคุก ท่านที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ ผู้ตกเป็นเหยื่อของกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กรุณาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ “นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ขอเรียกร้องฉบับนี้ – เพื่อเชิญชวนทุกท่านร่วมแสดงพลังสมานฉันท์

กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย ไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากเครื่องมือบั่นทอนขบวนการ ประชาธิปไตย และคุกคามการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนเท่านั้นเอง ประชาชนของประเทศไทย จะต้องมีอิสรภาพที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจกับนโยบายการพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืน  และต้องมีสิทธิในการออกความเห็นเกี่ยวกับนโยบายที่จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของพวกเขา พวกเราร่วมสมานฉันท์กับการรณรงค์ของกลุ่ม “มาตรา 112: รณรงค์เพื่อตื่นรู้ในกฎหมายหมิ่นฯ” ที่เรียกร้องให้มีการวิจารณ์ข้อดีข้อเสียของกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, สนับสนุนนักเขียนไทยกว่า 300 คน ที่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดใช้มาตรา 112 เพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, และสนับสนุนกลุ่มนักวิชาการในนามสันติประชาธรรม ในความพยายามที่จะให้มีการยุติการใช้มาตรา 112 ในระหว่างที่รอการปรับปรุงกฎหมายตัวนี้ และพวกเราขอร่วมสมานฉันท์และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ของคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข(ปัจจุบันถูกคุมขัง) ที่ได้รวบรวมลายชื่อประชาชนรากหญ้ากว่า 10,000 ชื่อ เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ข้อเรียกร้องฉบับนี้ มุ่งหวังที่จะสื่อสารไปยังภาคประชาสังคมโลกที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยทั้งหลาย เพื่อให้ร่วมลงนาม เราขอเรียกร้องมายังสหภาพแรงงาน องค์กรต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี และเครือข่ายภาคประชาชนจากทั่วทุกมุมโลก – ด้วยความหวังว่าพวกเราจะจับมือร่วมกันเพื่อต่อสู้ให้ประเทศไทยเป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ข้อเรียกร้อง

อำนาจอธิปไตยของประเทศไทยนั้นอยู่ในอุ้มมือของประชาชน ข้อเรียกร้องฉบับนี้ เปิดให้ทั้งองค์กร และประชาชนทั่วไปร่วมลงชื่อ และจะเปิดให้มีการลงชื่อต่อไปจนกว่านักโทษและผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรม เดชานุภาพทุกคน จะได้รับการปล่อยตัวและมีการยกเลิกกฏหมายมาตรานี้ ในความสมานฉันท์กับทุกคนที่อยู่ยืนอยู่เบื้องหลังลูกกรง หรือว่าต้องอยู่ด้วยความหวาดผวาว่าจะถูกดำเนินคดี หรือต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ เพื่อหนีไปจากเครือข่ายแห่งความฉ้อฉลที่ทำให้กระบวนการเติบโตทางจิตสำนึก แห่งสิทธิเสรีภาพถูกปิดกั้นและอยู่ในสภาพชะงักงัน  และขอร่วมรำลึกถึงประชาชนหลายพันหรือหลายหมื่นคนที่ต้องเสียชีวิต เพื่อสิทธิและเสรีภาพนับตั้งแต่ปี 2490

พวกเราที่ได้ลงชื่อในคำร้องฏีกานี้ทุกคน ขอร้องให้รัฐบาลของประเทศไทย ได้โปรด

  • หยุดการดำเนินคดี และสอบสวนคดี เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทุกคดี

  • ปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน

  • ยกเลิกกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112)

แอ็คชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย (ACT4DEM) 24 มิถุนายน 2554 หมายเหตุ: นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 วันที่ 24 มิถุนายน คือวันประชาธิปไตยของไทย เป็นวันหยุดของชาติ สำหรับการเฉลิมฉลองถึงการได้มาซึ่งประชาธิปไตยและเป็นหมุดหมายแห่งการสิ้น สุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในปี พ.ศ. 2475 วันประชาธิปไตยได้ถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพล สฤทธิ์ ธนะรัชต์ ในปีพ.ศ. 2503 และได้มีการกำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ไทยองค์ปัจจุบันเป็นวันชาติ ไทยตั้งแต่นั้นมา ในปี พ.ศ. 2523 รัฐบาลเผด็จการทหารของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้เถลิงถลองวันที่ 5 ธันวาคม  เป็นวันพ่อแห่งชาติอีกด้วย

* * * * * * * * *

สรุปตัวเลขผู้ร่วมลงชื่อ

ณ วันที่ 16 เมษายน 2555

* * * * * * * * *

กลุ่ม/ องค์กร 52

ในนามบุคคล 1,862

* * * * * * * * *

Comments are closed.