หนังสืออุทธรณ์ อย่าร่วมมือกับคณะรัฐประหาร

26 พฤษภาคม 2557

ขออุทธรณ์

ต่อภาคประชาสัมคมนานาชาติ และทุกรัฐบาลทั่วโลก

ว่าอย่าให้ความร่วมมือใดๆ กับคณะรัฐประหารประยุทธ์ จันทร์โอชา

และให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจังกับคนไทย

เพื่อสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ของประเทศไทย

เมื่อผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศกฎอัยการศึกในย่ำรุ่งเวลาตี 3 ของวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 นั้น คนไทยส่วนใหญ่ต่างก็เข้าใจดีว่า เรากำลังอยู่ในช่วงการถูกทหารยึดครองประเทศกันอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อันตามมาด้วยการประกาศล้มคณะรัฐบาล ล้มรัฐธรรมนูญ 2550 พร้อมกับการที่ประยุทธ์แต่งตั้งตัวเองขึ้นดำรงตำแหน่งเผด็จการทหารคนล่าสุดของประเทศไทย และส่งนายพลทหารไปนั่งกำกับการทำงานของทุกกระทรวงฯ สถานีโทรทัศน์และช่องทางการถ่ายทอดทางอินเตอร์เนตถูกควบคุมอย่างเข้มงวด และอนุญาตให้เผยแพร่ได้เฉพาะรายการเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ทยอยตามมาด้วยการประกาศรายชื่อนักการเมือง นักวิชาการ และนักกิจกรรมกว่า 200 คน ให้เข้ารายงานตัวโดนทันทีเพื่อถูกนำไปยังค่ายกักกัน

นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประมุขของชาติ กษัติริย์ภูมิพลได้รับรองคณะรัฐประหารมาแล้ว 11 คณะ ปี 2490, 2491, 2494, 2500, 2501, 2514, 2519, 2520, 2534, 2549/2552 และในทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร ‘เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์’ มักจะมีวรรคตอนในคำประกาศของคณะรัฐประหารว่า “จะยึดมั่นในความจงรักภักดี และจะปกป้องเทิดทูนดำรงรักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจประชาชนชาวไทย” รัฐประหารครั้งล่าสุด ครั้งที่ 12 ภายใต้รัชสมัยก็เช่นกัน กษัตริย์ภูมิพลทรงขึ้นครองราชย์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่กษัตริย์อนันทมหิดล พระเชษฐา ถูกพบถูกยิงที่ศีรษะและสวรรคตบนพระแท่นบรรทม กษัตริย์ภูมิพลได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่มั่งคั่งที่สุดในโลก

ความกลัวว่าประชาชนจะลุกขึ้นสู้ ทำให้กษัตริย์ภูมิพลและวังสนิทแนบแน่นมากยิ่งขึ้นกับบรรดานายพลทหาร และพรรคที่ชื่อว่า ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยเหล่าเชื้อพระวงค์ลูกหลานจักรีในปีเดียวกันกับปีที่ทรงขึ้นครองราชย์ ปี 2489 นับตั้งแต่นั้นมา วังได้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อเผด็จการทหารและพรรคประชาธิปัตย์ ในการกำจัดพรรคการเมืองค่ายอื่น ที่พยายามจะใส่ใจต่อปัญหาปากท้องของผู้ลงคะแนนเสียงมากกว่าความต้องการของเครือข่ายราชสำนัก

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ความกลัวคอมมิวนิสต์ได้ผลักให้ทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดำเนินยุทธศาสตร์ตามก้นอเมริกาอย่างเต็มที่ กองทัพไทยได้ให้ความช่วยเหลือกองทัพสหรัฐในทุกๆ ด้าน และก็ได้รับความช่วยเหลือในหลายด้านเป็นการตอบแทนเช่นกัน การทิ้งระเบิดอย่างหนักต่อเวียดนาม เขมร และลาวกระทำโดยกองทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งฐานทัพอยู่ที่ประเทศไทย ที่มีทหารสหรัฐฯ อยู่ประจำการถึง 50,000 คน ในอดีต สหรัฐฯ จะรับรองคณะรัฐประหารไทยมาทุกคณะ และก็คงจะรู้สึกเป็นเรื่องลำบากใจมากที่จะไม่รับรองคณะรัฐประหารในครั้งนี้

แม้แต่นายกรัฐมนตรีปรีดี พนมยงค์ ผู้นำขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยมาสู่ไทยในปี 2475 ก็ถูกโค่นล้มด้วยรัฐประหารของฝ่ายเจ้าเมื่อปี 2490 และต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างแดนจนเสียชีวิตที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 2526 เหตุผลเดียวที่พรรคที่ชื่อว่า ‘ประชาธิปัตย์’ ได้กลายเป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยก็เพราะว่า นับตั้งแต่ปี 2489 เป็นต้นมา พรรคการเมืองและคณะรัฐบาลที่เอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ที่หีบเลือกตั้งได้ ต่างก็ถูกทำลายหรือถูกยุบพรรค นายกรัฐมนตรีหลายคนที่กล้าท้าทายวัง ถ้าไม่ตายอย่างมีเงื่อนงำในประเทศไทย ก็ต้องลี้ภัยไปตายที่ต่างแดน

นับเป็นเวลา 200 ปีมาแล้ว ที่ประชาชนคนไทย ต้องทนเฝ้าดูภาษีกว่า 70% ถูกใช้ไปกับการบำรุงบำเรอเมืองหลวง ทุกครั้งที่การทำรัฐประหารประสบผลสำเร็จ คนไทยจะเห็นงบประมาณของทั้งทหารและวังพุ่งสูงขึ้น พร้อมกับความมั่งคั่งของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัติย์ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

บรรดานายพลทหารและชนชั้นสูงต่างก็ต้องการให้วังเป็นตรายางประทับรับรองคณะรัฐประหาร เพื่อสร้างหลักประกันว่า บรรดานายพลนับ 1000 นาย จะได้รับการดูแลจนอ้วนพีในแผ่นดินแหลมทองกันตลอดไป และเพื่อสร้างหลักประกันว่า คนที่มั่งคั่งที่สุดในแผ่นดิน จะยังคงสะสมความมั่งคั่งกันได้ต่อไป และคนยากคนจนก็ยังอยู่แบบยากจนกันต่อไปโดยไม่อาจส่งเสียงประท้วงเรียกร้องใดได้ นอกจากมอบกราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทฯ และสยบยอมอยู่ภายใต้ท๊อปบูทของทหารโดยดุษฎี

ทศวรรษแห่งความวุ่นวาย

นับตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ตลอดระยะเวลา 82 ปีของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาของไทย มีเพียงรัฐบาลคณะเดียวที่สามารถทนแรงกดดันต่างๆ จากฝ่ายเจ้าได้ และอยู่จนครบเทอมก่อนที่จะถูกรัฐประหารขับไล่ในที่สุดในปี 2549 คือรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (วาระ 2544-2548)

การเอาชนะเลือกตั้งแบบถล่มถลายของพรรคค่ายพลังประชาชนนับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ได้สร้างความหวั่นไหวให้ราชสำนักว่าจะสามารถคงอำนาจในการควบคุมรัฐบาลไว้ได้ต่อไปหรือไม่ ฝ่ายเจ้าได้ประสบความสำเร็จในการยุบพรรคไทยรักไทยในปี 2549 จากการสามารถยุบพรรคพลังประชาชนในปี 2552 หรือแม้แต่พรรคเพื่อไทยที่เอาชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มถลายได้อีกครั้งในปี 2554 ก็ยังไม่สามารถทานอำนาจเผด็จการทหารได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ต่างก็เข้าใจดีว่า อนาคตของประเทศไทยนั้นอยู่ในมือผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง – ไม่ใช่อยู่ในกำมือของวังหลวง

ความวุ่นวายอันไม่หยุดหย่อนตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หาใช่เรื่องยากเย็นหรือซับซ้อนเกินกว่าจะทำความเข้าใจได้เช่นที่มันพยายามทำให้เป็นไม่ ความโกลาหลต่างๆ นั้นเข้าใจได้ง่ายนิดเดียวว่ามันคือผลิตผลของความกลัวที่เพิ่มสูงขึ้นในหมู่ชนชั้นสูง และในหมู่ชนชั้นกลางแห่งเมืองหลวง ที่มีต่อการตื่นตัวเรื่องสิทธิคนเท่ากันของประชาชนทั่วประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งความตื่นตัวเช่นนี้เอง มันได้ทำให้อำนาจอันล่วงละเมิดมิได้ของสถาบันกษัตริย์ถูกลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ลงมา ประกอบกับความกลัวว่าองค์รัชทายาทจะไม่สามารถดำรงรักษาไว้ซึ่งอำนาจแห่งสมมุติเทพหลังสิ้นกษัตริย์ภูมิพล และแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดก็คือ ความกลัวสูญเสียอำนาจนำที่เพิ่มสูงขึ้นในหมู่ชนชั้นสูงหัวเก่าและในหมู่ข้าราชการ และความกลัวการสูญเสียอำนาจในการกำกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นกลุ่มภาคีธุรกิจที่มั่งคั่งและร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย

แม้ว่าจะมีพยายามที่จะจองจำและบันทอนพลังแห่งความต้องการประชาธิปไตยของประชาชานมาโดยตลอด แต่หลายทศวรรษที่ต้องทนเห็นรัฐบาลและตัวแทนที่ชนะคะแนนเลือกตั้งถูกบดขยี้กันครั้งแล้วครั้งเล่า ประชาชนต่างก็ตระหนักได้ว่าความยากจนข้นแค้นของพวกเขา มีต้นตอมาจากการพยายามดำรงไว้ซึ่งวิถีอภิสิทธิชนให้จำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นสูง ความตื่นตัวเรื่องนี้ส่งผลให้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถเอาชนะการเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากได้แม้แต่ครั้งเดียว และขั้วอำนาจเก่าจำต้องงัดเล่ห์เหลี่ยมและกุศโลบายต่างๆ ออกมาใช้ เพื่อปกป้องความมั่งคั่ง และคงความเป็นอภิสิทธิชนไว้ในนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศกันต่อไปให้ได้ ด้วยประการฉะนี้ ชนชั้นสูงของไทย จึงจำต้องระดมทุกสรรพกำลังเพื่อกำจัดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้สำเร็จให้จงได้

นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 คนคลั่งเจ้าภายใต้การกำกับของวังและเครือข่ายราชสำนัก ได้เริ่มระดมพลรอบใหม่อย่างดุเดือดและรุนแรง โดยมีคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กกต.) ช่วยทำในทุกทางให้การเลือกตั้งเต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรค และเพื่อการปูทางสู่การทำรัฐประหาร(เพื่อแสดงความจงรักภักดี) ครั้งที่ 12 จนประสบความสำเร็จ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ตุลาการ ‘ศาลเตี้ย’ ศาลรัฐธรรมนูญ ภายใต้การกำกับของคณะองคมนตรี ได้ทำหน้าที่ประหนึ่งครูใหญ่สั่งปลดเด็กนักเรียนกลับบ้าน โดยการตัดสินให้ยิ่งลักษณ์สิ้นสภาพนายกรัฐมนตรี

รัฐประหารปี 2557 จึงเป็นรัฐประหารที่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ฝ่ายเจ้าสามารถกำกับควบคุมรัฐบาลในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัชสมัยไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องสร้างความเสียหายกับประเทศกันมากแค่ไหนก็ตาม ทั้งนี้ ฝ่ายเจ้าสนใจเพียงแค่ว่ากองกำลังฝ่ายเจ้าเท่านั้นที่จะเป็นผู้ทำหน้าที่กำกับสถานการณ์ในช่วงการเปลี่ยนผ่านและการขึ้นครองราชย์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ความเป็นสมมุมติเทพของพระมหากษัตริย์จะยังคงสามารถใช้ได้ต่อไป เพื่อดำรงเอกสิทธิและสิทธิประโยชน์ของศาล ของบรรดานายพลทหาร ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ของชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง ให้คงดำรงอยู่เหนือความเดือดร้อนของประชาชนชั้นล่าง – ที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคม – กันต่อไป

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of speech)

นับตั้งแต่ทศวรรษ2500เป็นต้นมา ประชาชนคนไทย จริงๆ แล้ว ก็คือประชาชนทั้งโลก ทั้งนักการทูต นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยว ที่ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ต่างก็ถูกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่สามารถตีความได้อย่างกว้างขวางครอบจักรวาลปิดปาก ให้อยู่ในความกลัวกฎหมายมาตรา112ของประมวลกฎหมายอาญา ที่ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

ควบคู่ไปกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ยกพระมหากษัตริย์ไว้ในฐานะประมุขของชาติอันล่วงละเมิดมิได้ กฎหมายมาตรา 112 ได้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย โดยการทำหน้าที่ปิดกั้นไม่ให้ประชาชนสามารถพูดคุยปัญหาของชาติกันได้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับกองทัพ ที่เป็นต้นต่อหนึ่งที่ส่งผลให้ตลอด 7 ทศวรรษที่ผ่าน การใช้ศักยภาพของคนไทยเพื่อนำพาประเทศมุ่งหน้าสู่ถนนแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่สามารถกระทำได้

โลกจะช่วยไทยได้อย่างไร

โลกรู้เรื่องเมืองไทยดีทุกอย่าง ความโกลาหลวุ่นวายทั่วประเทศ ความเจ็บปวดรวดร้าวของผู้คน และความบ้าคลั่งทางการเมืองในประเทศไทยสามารถที่จะขจัดปัดเป่าไปได้โดยการทลายคำลวงและม่านที่ใช้บังตานักการฑูตทั้งหลายให้คงอยู่ในวิถีการทูตแห่งความเงียบงัน การปล่อยให้ประเทศเช่นประเทศไทย ที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ มามากมาย ประเทศมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรหลากหลาย และเป็นแหล่งรับรองนักท่องเที่ยวปีละหลายล้านคน ให้ตกลงไปอยู่ในอุ้งเท้าเผด็จการและกองกำลังติดอาวุธ เป็นเรื่องที่ถือว่าหักหน้าชุมชนนานาชาติมากเกินกว่าจะยอมรับได้

ชุมชนนานาชาติ จะต้องจริงจังอย่างยิ่งที่จะสร้างความมั่นใจว่ากองทัพไทย องคมนตรี และกลุ่มคนมั่งคั่งที่สุดในประเทศไทย และเครือข่ายราชสำนักทั่วโลก จะไม่สามารถดำเนินนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยได้

ความเคารพนับถือนั้นสามารถได้มาด้วยวิธีเดียวคือ ด้วยความนับถือต่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการรวมตัวต่อรอง สิทธิในการสมาคม สิทธิในการลงคะแนนเสียงของประชาชน เพื่อให้สามารถส่งเสียงเรียกร้องของพวกเขาตามกติกาประชาธิปไตยไปยังผู้แทนที่เป็นตัวแทนของพวกเขาได้อย่างเสรี

ในฐานะที่เป็นพลเมืองของประชาสังคมโลก พวกเราจะต้องสนับสนุนสิทธิเท่าเทียมของประชาชนในประเทศไทย เช่นเดียวกันกับที่สนับสนุนสิทธิเท่าเทียมของประชาชนทุกคนในโลกนี้

เราขอเรียกร้องให้ประชาสังคมนานาชาติ ชุมชนอาเซียน และทุกรัฐบาลในโลกนี้ ช่วยบอกเผด็จการประยุทธ์ที่เรียกตัวเองว่า “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ว่าให้กระทำเรื่องดังต่อไปนี้โดยทันที …

  • สั่งการให้ทหารทุกหน่วยถอนกำลังและกลับเข้าสู่กรมกอง
  • ปล่อยตัวทุกคนที่อยู่ในความควบคุมตัวของทหาร
  • คืนอำนาจให้รัฐบาลรักษาการเพื่อให้สามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามกำหนดกรอบเวลาเดิม 20 กรกฎาคม 2557
  • ถอนตัวออกจากการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด
  • ประกาศยกเลิก “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ”

ด้วยความสมานฉันท์กับการต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

แอ็คชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย(ACT4DEM)

* * * *

9 มิถุนายน 2557

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

ที่อยู่ชั่วคราว
ทำเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก กรุงเทพมหานคร 10300

สวัสดีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ผมคงไม่ถามว่าพลเอกประยุทธ์ มีความสุขไหม เพราะพลเอกประยุทธคงมีความสุข ที่ได้กระทำรัฐประหารล้มระบอบการปกครองประชาธิปไตยได้สำเร็จ ตามธรรมเนียมวิถีกองทัพไทยเป็นครั้งที่ 12 ในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 อันเป็นที่รักและเทิดทูนของปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ถ้าจะถามว่าคนไทยมีความสุขไหม ก็กลายเป็นคำถามที่ถามไม่ได้ไปเสียแล้ว เพราะคณะรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์ได้มีคำประกาศออกมามากมาย เพื่อสั่งการให้ “คนไทยที่ไม่มีความสุข” ไปรายงานตัวและส่งเข้าห้องขังหรือค่ายทหารเพื่อปรับทัศนคติ เพื่อข่มขวัญคนไทยทั้งประเทศ ให้ “ต้องมีความสุข” เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครล่ะจะกล้าไม่มีความสุขภายใต้การปกครองของพลเอกประยุทธและกองทัพ ที่สามารถสั่งการให้กองกำลังทหารร่วมสามแสนนายสามารถเคลื่อนย้ายไปประจำทุกจุด ที่คาดว่าประชาชนจะมารวมตัวกัน และให้สามารถเข้าตรวจค้นหมู่บ้าน หรือยังห้องนอนของประชาชน ยามถูกต้องสงสัยว่ามีพฤติกรรมที่ไม่มีความสุขตามนโยบายของท่านผู้นำ ในบรรยากาศการเมืองเช่นนี้ ประชาชนในประเทศไทยจะบอกว่า “ไม่มีความสุข” ได้กระไรในบรรยากาศที่มีปืนจ่ออยู่ที่หัว และมีค่ายทหารเป็นสถานที่กักกัน

แต่ผมขอยืนยันว่า ไม่มีคนชาติใด รวมทั้งคนที่เมืองไทย ที่ซื่อตรงและซื่อสัตย์ จะสามารถ “มีความสุข” ได้ ยามอยู่ภายใต้กองกำลังทหารและอาวุธปืนจี้จ่อหัวอยู่เช่นนี้ ผมจึงเขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อบอกกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐประหารว่า สิ่งที่พวกท่านกระทำนั้นเป็นการทำลายประเทศไทย ไม่ใช่เป็นการช่วยประเทศไทยตามที่กล่าวอ้าง และทหารกำลังนำพาประเทศไทยดิ่งลงหุบเหวแห่งหายนะ

ทั้งนี้ ประชาชนที่รู้จักคำว่าเสรีภาพคืออะไร ต่างก็ตะลึงงันและเจ็บปวดว่า แม้ว่าโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 และหลายประเทศพากันสลายพรมแดนแห่งความเป็นชาติ และขยายพรมแดนแห่งมิตรภาพและภราดรภาพกับประชาชนทั่วภูมิภาคและทั่วโลก แต่ที่ประเทศไทย ยังมีทหารที่ตกยุกตกสมัย ที่ยังใช้กระบอกปืนมาจี้ทำรัฐประหารและบังคับคนในชาติเดียวกันได้อยู่อีกเช่นนี้

นับตั้งแต่ปี 2475 ประเทศไทยได้สถาปนาระบอบการปกครองให้เป็นไปตามวิถีประชาธิปไตย ทั้งนี้อุดมการณ์ของระบอบประชาธิปไตยนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานความเคารพว่า “คนทุกคนมีสิทธิและเสียงหนึ่งเดียวเท่ากัน” ไม่ว่าจะยากดีมีจน มียศตำแหน่งหรือไร้ยศตำแหน่ง หรือมากปริญญาหรือไร้ปริญญา เพื่อการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของประชาชนตามหลักการแห่งการบริหารบ้านเมือง “โดยประชาชน เพื่อประชาชน และของประชาชน”

นับตั้งแต่อดีตหลายร้อยปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดกว้างและเปิดรับต่อการทำสัมพันธไมตรีและปฏิสังสรรค์กับนานาชาติ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ประเทศไทยเข้าร่วมก่อตั้งและเป็นสมาชิกขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในปี พ.ศ. 2462 สมาชิกสหประชาชาติ (UN) ในลำดับที่ 55ในปี 2489 ได้ให้สัตยาบันปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในปี 2491 เป็นประเทศภาคีสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ในปี 2510 เป็นประเทศสมาชิก APECในปี 2532 เป็นสมาชิก WTO ในปี 2534 จัดประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนและยุโรป (ASEM Submit) ครั้งแรกในโลกเมื่อปี 2539 ทั้งนี้ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันและลงนามร่วมมือกับนานาชาติมาแล้วกว่า 200 ฉบับ ดังนั้นประเทศไทยจึงมีพันธสัญญาผูกพัน ให้ต้องมีบริหารประเทศและดำเนินนโยบายการพัฒนาประเทศที่สอดรับกับเงื่อนไขของสหประชาชาติ UN และหลักการของประเทศคู่สัญญาการค้าต่างๆ ไม่ว่าจะ ASEAN APEC ASEMหรืออีกหลายประเทศทวิภาคีหรือพหุภาคีทางการค้า ที่ต่างก็ยึดมั่นในหลักการแห่งสันติภาพโลก ด้วยการปฏิบัติตาม 30 มาตราที่ระบุอยู่ใน “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน”

พลเอกประยุทธ์ ไม่เคยศึกษาและตั้งคำถามอย่างซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาเลยหรือว่า ทำไมประเทศไทยจึงไม่พัฒนาเสียที และทำไมประเทศไทยที่เคยรุ่งเรือง จึงถูกประเทศเพื่อนบ้านขยับหนีทิ้งห่างไปเรื่อยๆ เช่นนี้ – ทั้งด้านคุณภาพประชาชน คุณภาพสังคม ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเมืองการปกครอง – ผมตอบให้ก็ได้ว่า ที่เป็นเช่นนี้ เพราะนับตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา แทบจะไม่เคยมีคณะรัฐบาลไทยคณะใด (ยกเว้นเพียงคณะเดียว 2544-2548) ที่สามารถอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลตัวแทนของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ถูกทหารเข้าแทรกแซงและทำรัฐประหารและยึดอำนาจการปกครอง

คงไม่ต้องย้ำกันอีกครั้งว่า พลเอกประยุทธ์เป็นนายพลทหารคนล่าสุด ที่ไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย และอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ ว่า “เพื่อรักษาความสงบสุขของประเทศชาติ” ที่ฟังไม่ขึ้นแม้แต่น้อย มาทำการรัฐประหาร – ในช่วงเวลาที่กองกำลังตำรวจก็ทำหน้าที่รักษาความสงบตามกฎหมายบ้านเมืองได้ดีอยู่แล้ว – ในช่วงเวลาที่กลุ่มผู้ประท้วงจากค่ายการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ กปปส. ที่เหลือแนวร่วมเพียงไม่กี่ร้อยคน ก็ประกาศแล้วว่าจะยุติการประท้วงในวันที่ 27 พฤษภาคม – ในยามที่กลุ่มผู้ประท้วงสนับสนุนการเลือกตั้ง นปช. ก็ไม่ได้มีพฤติกรรมที่จะก่อความรุนแรงและเป็นพิษภัยต่อประชาธิปไตยแต่อย่างใด – และในยามที่รัฐบาลรักษาการจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ก็ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้แล้วว่าจะเป็นวันที่ 20 กรกฎาคม 2557

ด้วยประการฉะนี้ การแทรกแซงการเมืองของพลเอกประยุทธ์ และ คสช. ต่อกลุ่มที่มีประท้วงด้วยความเห็นต่างทางการเมือง ซึ่งก็เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ในทุกประเทศประชาธิปไตย จึงเป็นการกระทำที่ถือว่าเป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย เป็นการกระทำที่ทำลายภาพพจน์และพัฒนาการของประเทศไทย และจะส่งผลต่อความเสียหายทั้งชื่อเสียง ภาพพจน์ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดความทุกข์ยากของประชาชน ซึ่งตรงข้ามกับทุกข้ออ้างที่พลเอกประยุทธ์และคณะใช้อ้างเพื่อทำการยึดอำนาจ

อนึ่ง แม้แต่ตัวพลเอกประยุทธ์ ก็ตระหนักดีไม่ใช่หรือว่า การทำรัฐประหารไม่ใช่ทางออกของการเมือง ทั้งนี้มีข่าวต่างๆ ที่สามารถนำมายืนยันได้หลายชิ้นถึงการให้สัมภาษณ์ของพลเอกประยุทธ์ที่ปฎิเสธเรื่องการทำรัฐประหารมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2553 ย่ิงกว่านั้น สถานการณ์เมืองไทยในช่วงเดือนพฤษภาคม 2557 ก็ไม่ได้รุนแรงและอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลเช่นที่พลเอกประยุทธ์ ใช้กล่าวอ้างในการทำรัฐประหารแม้แต่น้อย … พลเอกประยุทธ์คงจำได้ดีว่า ภายในเดือนเดียวกันเมื่อ 4 ปีก่อนหน้านี้ ทหารได้ทำการยิงสังหารประชาชนถึง 100 ศพ และยิงประชาชนร่วม 2000 คนบาดเจ็บ เพื่อปกป้องรัฐบาล แต่ทหารก็ไม่ได้อ้างความรุนแรงครั้งนั้นมาทำรัฐประหารรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

การอ้างเหตุผลเพื่อการทำรัฐประหารของกองทัพครั้งนี้ รวมทั้งการจับกุมคุมขังนักการเมือง นักคิด และชาวบ้านเป็นจำนวนมาก ด้วยข้ออ้างว่า “เพื่อความสงบสุข” และ “เพื่อปรับทัศนคติ” เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง และเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ มิใยที่จะต้องย้ำว่า มีคนเพียงกลุ่มเดียวในประเทศไทยที่ควรจะต้องถูกเข้าค่าย “ปรับทัศนคติ” ให้สามารถยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกโลกาภิวัตน์ให้ได้ ซึ่งนั่นก็คือ บรรดานายพลทหารและนายพลตำรวจ และบรรดาทหารและตำรวจภายใต้บังคับบัญชาทั้งหลาย

กระนั้น ผมยืนยันว่า ผมไม่ปฏิเสธความหวังดีของทหารที่มีต่อประเทศชาติ และก็สนับสนุนให้ทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันหลักของชาติ แสดงความหวังดีต่อประเทศชาติ ด้วยการพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย ด้วยการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ด้วยการตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงสมัครเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามกติกาประชาธิปไตย

พร้อมจดหมายฉบับนี้ ผมได้ส่งหนังสือปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่พิมพ์เผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศของไทยเมื่อปี 2551 ในวาระครบรอบ 60 ปี ที่ไทยให้สัตยาบันปฏิญาสากลฯ ฉบับนี้ มายังพลเอกประยุทธ์และคณะ ทั้งนี้ปฏิญญาสากล ทั้ง 30 มาตรา เริ่มต้นด้วยคำปรารภว่า …

“โดยที่การยอมรับนับถือเกียรติ์ศักดิ์ประจำตัว และสิทธิเท่าเทียมกันและโอนมิได้ของบรรดาสมาชิกทั้งหลายแห่งครอบครัวมนุษย์เป็นหลักมูลเหตุ แห่งอิสรภาพ และความยุติธรรม และสันติภาพในโลก

โดยไม่นำพาและเหยียดหยามต่อมนุษยชน ยังผลให้มีการกระทำอย่างป่าเถื่อน  ซึ่งเป็นการละเมิดมโนธรรมของมนุษยชาติอย่างร้ายแรง และได้มีการประกาศว่า ปฏิญญาสูงสุดของสามัญชนได้แก่ความต้องการให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ในโลกด้วยอิสรภาพ ในการพูดและความเชื่อถือและอิสรภาพพ้นจากความหวาดกลัวและความต้องการ

โดยที่เป็นความจำเป็นอย่างที่สิทธิมนุษยชนควรได้รับความคุ้มครองโดยหลักบังคับของกฎหมาย ถ้าไม่ประสงค์จะให้คนตกอยู่ในบังคับให้หันเข้าหาขบถขัดขืนต่อทรราชและการกดขี่เป็นวิถีทางสุดท้าย

โดยที่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมวิวัฒนาการแห่ง สัมพันธ์ไมตรีระหว่างนานาชาติ

โดยที่ประชาชนแห่งสหประชาชาติได้ยืนยันไว้ในกฎบัตรถึงความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนอันเป็นหลักมูล ในเกียรติศักดิ์และคุณค่าของมนุษย์และสิทธิในความเท่าเทียมกันของบรรดาชายและหญิง และได้ตกลงใจที่จะส่งเสริมความก้าวหน้าทางสังคมและมาตรฐานแห่งชีวิตที่ดีขึ้นด้วยในอิสรภาพ อันกว้างขวางยิ่งขึ้น

โดยที่รัฐสมาชิกต่างปฏิญาณจะให้บรรลุถึงซึ่งการส่งเสริมการเคารพและปฏิบัติตามทั่วสากลต่อสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพหลักมูล โดยร่วมมือกับสหประชาชาติ

โดยที่ความเข้าใจร่วมกันในสิทธิ และอิสรภาพเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อให้ปฏิญญานี้สำเร็จผลเต็มบริบูรณ์

มาตรา 19 ของปฏิญญาสากลฯ ระบุว่า “ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออกสิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความคิดโดยปราศจากความแทรกสอดและที่จะแสวงหา รับและแจกจ่ายข่าวสารและความคิดเห็นไม่ว่าโดยวิธีใดๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน” ซึ่งการกระทำของคณะรัฐประหารพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ละเมิดกติกาสากลในทุกด้าน และไม่อาจหาเหตุผลใดมาสนับสนุนเพื่อให้ความชอบธรรมกับการกระทำรัฐประหารล้มล้างระบอบการปกครองประชาธิปไตยได้แม้แต่ข้อเดียว

ในฐานะที่ผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่สามารถอ้างได้ว่ารักประเทศไทย และใช้ความรู้ความสามารถมาตลอดชีวิตมาต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปีเพื่อร่วมพัฒนาประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรือง ผมจึงเขียนจดหมายฉบับนี้มายังพลเอกประยุทธ์ เพื่อประท้วงการทำรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์และคณะ และประท้วงคำอ้างของพลเอกประยุทธ์และบรรดานายพลทหารและตำรวจว่า ไทยต้องคงเอกลักษณ์การเมืองแบบไทยๆ (โดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับกติกาสากล) และเพื่อย้ำเตือนว่า การกระทำของนายพลทหารและตำรวจครั้งนี้ ไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ ทั้งในหมู่คนไทยที่รักเสรีภาพ ในหมู่ชาติภาคีสมาชิก ASEAN และในหมู่อารยประเทศ

ผมขอเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์และคณะนายทหาร นำสันติสุขกลับสู่ประเทศไทยด้วยการ …

  1. ยึดมั่นในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และหยุดใช้กองกำลังทหารแทรกแซงการเมือง
  2. ยุติการจับกุมคุมขังและคุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และปล่อยทุกคนที่ถูกคุมขังโดยทันที
  3. เคารพหลักการประชาธิปไตย ที่ทุกคนมีความเห็นต่างกันได้ และสามารถเข้าร่วมพรรคการเมืองและลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยได้
  4. ประกาศยกเลิกทุกคำสั่งของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คณะ คสช. ที่ออกประกาศมาตั้งแต่ วันที่ 20 พฤษภาคม 2557
  5. ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในสถาบันฯ หลักของประเทศไทย ที่ช่วยกำกับและดูแลให้การเลือกตั้ง 20 กรกฎาคม 2557 ให้สามารถดำเนินต่อไปได้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอ่านปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และยอมรับว่าคนไทย 65 ล้านคน มีวุฒิภาวะพอที่จะใช้สิทธิใช้เสียงของพวกเขาเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยไปได้โดยไม่ต้องให้ทหารมาทำรัฐประหารกันครั้งแล้วครั้งเล่าในนามของประชาชนคนไทย

จึงเรียนมาด้วยความปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะเห็นประเทศไทยพัฒนาอย่างยั่งยืน และร่วมเป็นหนึ่งในอนารยะประเทศ ที่คนไทยสามารถร่วมยืนในทุกพื้นที่ในโลกนี้ได้อย่างตัวตรงและสง่างาม

จรรยา ยิ้มประเสริฐ

เลขประจำตัวประชาชน 3720400329296

Comments are closed.