แอคชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย(ACT4DEM)

แอคชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย

แอคชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย

Action for the People Democracy in Thailand

International Solidarity with the People of Thailand

การสมานฉันท์นานาชาติกับประชาชนในประเทศไทย ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องขจัดความไม่เป็นประชาธิปไตย และกลเกมการเมืองที่ฉ่้อฉลในประเทศไทยให้จบสิ้นกันไปเสียที

เพียงแค่ 15 ปีหลังจาะการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบบ ประชาธิปไตยในปี 2475 การเติบโตของระบบประชาธิปไตยของไทยต้องชะงักงันเพราะรัฐประหารปี 2490 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพัฒนาการด้านประชาธิปไตยของไทยเป็นไปอย่าง ทุลักทุเล ประหนึ่งราวกับการ โลดเต้นไปกับเหล่าบรรดาจอมพล ก้าวหน้าหนึ่งก้าว ถอยหลังหนึ่งก้าว

นับตั้งแต่ปี 2475 ขั้วอำนาจเผด็จการในสังคมไทย กองทัพ “แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ได้ใช้ ทุกหนทางที่จะกดทับและชะลอพัฒนาของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง และนำมาซึ่งความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของคนทั้งชาติ รัฐบาลพลเรือนที่ได้ รับเลือกตั้งเข้ามาต่างก็ถูกปล้นอำนาจเพียงไม่กี่เดือนที่บริหารประเทศ โดยกองทัพที่ได้รับการหนุนหลัง จากกองทัพสหรัฐฯ ที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพเพื่อต่อสู้กับกองกำลังเวียตนาม กว่าสองทศวรรษแห่ง ยุคสงครามเย็น กองทัพใช้เงินอุดหนุนหลายพันล้านดอลลาร์จากรัฐบาลสหรัฐฯ ไปกับการปลุกและสร้าง กระแสคลั่งสถาบัน เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจของเหล่าทัพ เมื่อปลายปี 2518 ในช่วงระยะ เวลาสั้นๆ ที่ประเทศไทยมีรัฐบาลพลเรือน กองทัพสหรัฐฯ ได้ถูกสั่งให้ถอนฐานทัพออกไปจากประเทศไทย หลังจากถูกตีพ่ายจากเวียดนาม ความรุนแรงในการยึดอำนาจและปราบปราบประชาชนในปี 2519 ก็เพื่อที่กองทัพจะสร้างหลักประกันว่าจะสามารถเกาะกุมทรัพยากรและงบประมาณ ของชาติไว้ให้ได้ (แทนที่งบอุดหนุนจากสหรัฐฯ ที่ลดทอนลงไปเมื่อสหรัฐฯ ถอนฐานทัพออกไปแล้ว) พัฒนาการของประ ชาธิปไตยไทยจึงติดลบมาโดยตลอด อันส่งผลสู่การลุกขึ้นสู้และถูกปราบอย่างรุนแรงในเดือนพฤษภาคม ปีนี้ ทั้งนี้ทุกครั้งที่เกิดรัฐประหาร งบประมาณของกองทัพจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน นับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 งบประมาณของกองทัพเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในรัฐบาลชุดปัจจุบันจากแปดหมื่นกว่า ล้านบาทเป็นเกือบ สองแสนล้านบาท

กระนั้นก็ตาม ขบวนการประชาธิปไตยที่เริ่มด้วยกลุ่มคนหนุ่มที่มีการศึกษาเพียงไม่กี่คนในปี 2475 ได้เติบ โตมาเป็นการลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาในทศวรรษ 2513 และเติบโตและชนชั้นชาวนาและกรรมาชีพทั้งจาก ชนบทและในเมืองก็เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้สามารถขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหาร ได้สำเร็จในปี 2535

ประเทศไทยได้ประจักษ์ถึงการลุกขึ้นสู้และการถูกปราบปราบหลายครั้ง 2516 2519 2535 2552 และ 2553 และนับตั้งแต่แรกเลยทีเดียว สังคมไทยได้บันทึกเรื่องราวของการปราบปราบ ทำร้าย จับกุม คุมขัง สูญหาย หรือต้องลี้ภัยออกจากดินแดนแห่งรอยยิ้ม ของทั้งนักการเมือง อาจารย์ นักศึกษา สื่อมวลชน ชาวนา และกรรมกร ที่กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตย ภายใต้พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ในปี 2553 ประเทศไทยต้องประสบกับความรุนแรงที่สุดของการปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิต 90 คน และร่วมสองพันคนได้รับบาดเจ็บ  ประชาคมโลกที่ได้ปล่อยให้ ผู้นำเหล่าทัพและคนชั้นสูงในนาม สถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ทำการปกปิดความป่าเถือนของพวกเขาไว้ และแกล้งทำประหนึ่งว่าทุกอย่าง กลับคืนสู่สภาวะปกติ อยู่ภายใต้การควบคุม มานานเกินพอแล้ว และควรจะลุกขึ้นมาบอกว่ามันทำไม่ได้ อีกต่อไปแล้ว พอกันที

รัฐบาลกษัตริย์นิยมในปัจจุบันยังคงไว้ซึ่ง พรก. ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ และอีก 16 จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัด ในภาคเหนือและภาคอีสาน ทหารถูกส่งเข้าไปยังหมู่บ้านของคนเสื้อแดง และมีการระดมชาวบ้านนับพัน คนในแต่ละอำเภอโดยงบประมาณของรัฐบาลในนามการรณรงค์เพื่อ “ปกป้องสถาบัน”

มีข่าวเกี่ยวกับการสังหารหรือพยายามสังหารแกนนำเสื้อแดงในระดับจังหวัด เท่าที่ทราบมีแกนนำเสียชีวิต สองราย และมีการพบศพคนเสื้อแดงโพล่ที่หาดพัทยา รัฐบาลอภิสิทธิได้จับกุมคนกว่า 400 คน ในจำนวนนี้ ร่วม 40 คน เป็นแกนนำแถวหน้าของคนเสื้อแดง ไม่เว้นแม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยและนักกิจกรรม ที่ถูก จับกุมและคุมขังโดยไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหา เพียงเพราะพวกเขาลุกขึ้นพูด หรือเข้าร่วมประท้วงรัฐบาลโดย   สันติวิธี  มีเวบไซด์กว่าแสนแห่งถูกปิด วิทยุชุมชนหลายแห่งถูกค้นและถูกสังปิด เป็นต้น

นับตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมาประชาชนชาวไทยต้องเผชิญกับการปฏวัติและรัฐประหารกว่า 20 ครั้ง รัฐ ธรรมนูญ 18 ฉบับ นายกรัฐมนตรี 27 คน – คนที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดส่วนใหญ่เป็นจอมพลหรือนายพล แห่งกองทัพบก – ในช่วง 78 ปีแห่งการสร้างประชาธิปไตยของไทยมีนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่สามารถ บริหารงานครบวาระสี่ปี

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยใช้เวลานานเหลือเกินที่จะสามารถผงาดเป็น ประเทศที่มีประชาธิปไตย โดยสมบูรณ์ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจอาจจะด้อยกว่าไทย แต่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการ มุ่งมั่นที่จะสร้างและมีพัฒนาการด้านประชาธิปไตยที่ก้าวหน้ากว่าไทยมากนัก?

ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในสังคมไทยได้ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนจำนวนมหาศาล เพื่อโปรโมต และ สร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้ข้ออ้างเพื่อ “ความมั่นคงแห่งชาติ”  และได้ปิดกั้น เสียงที่คัดค้านด้วยกฎหมายแห่งยุคโบราณ “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ที่ทำเอาหายใจไม่ทั่วท้อง กันไปทั้งสังคมไม่ว่าคนรวยหรือคนจน

สงครามเย็นได้ยุติไปนานแล้ว และโลกภายนอกไม่สามารถเพียงแต่นั่งมองและยอมให้การคอรัปชั่น และ อาชญากรรมในการเมืองไทยเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

ทำไมเราจึงต้องรณรงค์เพื่อประเทศไทย?

เพื่อความสงบสุขของประชาชนคนไทย และประชาชนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวลาที่จะยุติเกมการ เมืองที่งี่เง่าในประเทศไทยได้มาถึงแล้ว ประชาคมนานาชาติจะต้องยุติการเล่มเกมไปกับการเมืองที่ คอรัปชั่นของประเทศไทย หยุดใช้ประเทศไทยเป็นเขตกันชนและเป็นแม่ข่ายทุนนิยมเพื่อส่งเสริมการเมือง เสรีนิยมที่ล้าสมัย ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อบดขยี้วิถีประชาธิปไตยโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่าง แท้จริง ยิ่งแทบไม่ต้องพูดเลยว่าเหตุการณ์การปราบปราบประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่าใน ประเทศไทย เกิดขึ้น ต่อหน้าต่อตาของสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกขององค์กรสหประชาชาติที่ตั้ง อยู่ที่กรุงเทพฯ

มันเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่ผู้สนับสนุนคำกล่าวที่ว่า “โลกนี้ฟรี” พยายามที่จะสร้างบรรยากาศแห่งวิถีธุรกิจ ให็เป็นไป “ตามปกติ” แทบจะทันที่หลังจากที่ศพถูกเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ โดยไม่ได้ลุกขึ้นมาประท้วง รัฐบาลอย่างจริงจังถึงการใช้ความรุนแรงต่างๆ และการออกใบอนุญาต “เขตกระสุนจริง” เพื่อใช้กับ ประชาชนของตัวเอง

เช่นเดียวกับในอดีต แม้ว่าจะมีประจักษ์พยายานจำนวนมาก รวมทั้งภาคถ่าย คลิปวีดีโอ ร่วมทั้งปากคำ ของเหยี่อกระสุนและความรุนแรง แต่ก็ไม่มีทหารหรือรัฐบาล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังแม้แต่ คนเดียวที่ก้าวออกมารับผิดชอบต่อเหตุการณ์การสังหารประชาชน 90 คนตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้บาดเจ็บจำนวนหลายคนพร้อมจะให้ปากคำ แต่รัฐบาลที่ไร้ซึ่งความชอบธรรมนี้ก็ยังคง พรก. ฉุกเฉินไว้ต่อ ไป เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนมีเสรีภาพในการรวมตัวกันและแสดงออกซึ่งความคิด เห็น พร้อมทั้งเพื่อเปิด ช่องให้สามารถส่งทหารเข้าไปคุกคามประชาชนยังบ้านเรือน

เราจำต้องร่วมกันรณรงค์กับนานาชาติเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยมีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนตาม หลักสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ การรณรงค์นี้มุ่งที่การกดดันข้อเรียกร้อง เพื่อให้ประเทศไทยปฏิบัติ ตามหลักการแห่งสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมและอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริง

มาติน ลูเธอร์ คิงส์ กล่าวว่า “ความอยุติธรรมเกิดขึ้นที่ใด ก็จะเป็นอันตรายต่อความยุติธรรมในทุกแห่งหน”

ข้อเรียกร้อง

  • การยกเลิก พรก.​ฉุกเฉิน โดยทันที
  • การเรียกทหารท่ีกระจายตัวอยู่ตามหมู่บ้าน ชุมชน หรือจังหวัดต่างๆ กลับเข้าสู่หน่วยงาน
  • ดำเนินการเพื่อให้เกิดความยุติธรรมสำหรับผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียหาย และครอบครัวของพวกเขา
  • หยุดปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น
  • ยอมรับให้คณะจากนานาชาติ นำโดยสหประชาชาติ โดยความร่วมมือกับ อาเซียน เข้ามาสอบสวนเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย
  • กำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจนและโดยเร็วที่สุด
  • ปล่อยนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหม่ินพระบรมเดชานุภาพทุกคน
  • ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กฎหมายอาญามาตรา 112
  • ยกเลิกการจัดตั้งอาสา “ป้องกันสถาบัน” และหยุดการใช้งบประมาณของรัฐฯ จำนวนมากเพื่อโหมโฆษณาเรื่องสถาบัน

ลำดับเหตุการร์การปราบปราบปี 2553 (ตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนเพราะแทบจะไม่มีตัวเลขที่รายงานจากหน่วยงานไหนตรงกันเลยในปัจจุบัน)

  • 14  มีนาคม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เริ่มประท้วงใหญ่อีกครั้ง โดยใส่เสื้อสีแดง และก็ถูกขนานนามว่า “คนเสื้อแดง” โดยตั้งค่ายประท้วงที่ อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย ถนนผ่านฟ้า บริเวณราชดำเนิน  ยาวไปถึงทำเนียบรัฐบาล
  • 3 เมษายน ขยายไปเปิดเวทีที่บริเวณศูนย์การค้าราชประสงค์
  • 10 เมษายน ทหารเริ่มปราบปราม มีการยิง M 79 ใส่กลุ่มนายทหาร ทหารเสียชีวิต 5 นาย เกิดการยิ่งใส่ฝูงชนด้วยอาวุธและแก๊สน้ำตา มีผู้เสียชีวิต 27 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก
  • พฤษภาฯ การปราบปรามครั้งใหญ่ต่อคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ และการสกัดกั้นต่างๆ บริเวณรอบๆ มีผู้เสียชีวิต 62 คน และบาดเจ็บร่วมหลายร้อยคน ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน ที่ผู้ร่วมประท้วง คนในพื้นที่ นักข่าว และหน่วยกู้ภัย และอาสามัคร พยาบาล รัฐบาลสรุปว่า “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข ยืนยันตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค. มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 1,898 ราย เสียชีวิต 85 ราย สำหรับผู้บาดเจ็บ ในวันที่ 14-19 พ.ค. มีทั้งหมด 480 ราย โดยอยู่ในเขตกทม. 437 ราย และใน 7 จังหวัด 43 ราย มีผู้เสียชีวิตรวม 53 ราย อยู่ในเขต กทม. 52 ราย และจังหวัดขอนแก่น 1 ราย”)
  • 16 พฤษภาคม เปิด petition on line ‘Stop the Bloodshed in Thailand’  หลังจากมีคนลงชื่อ อย่างถล่มถลาย ศอฉ. ปิดบลํอค ทำให้คนในประเทศไทย เข้าลงชื่อไม่ได้
  • 19 พฤษภาคม แกนนำ นปช. มอบตัวสลายเวทีราชประสงค์ เกิดการเผาสถานที่หลายแห่ง ห้างเวิร์ดเทรด ห้องสมุดอาคารตลาดหลักทรัพย์ โรงหนังและ ร้านค้าแถวสยาม ศาลากลาง ในหลายจังหวัดจนถึงบัดนี้มีแกนนำถูกจับประ มาณ 40 คน ตำรวจ ระบุมีผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 417 คน
  • 19-27 พฤษภาคม มีการประท้วงประเทศไทยในหลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อังกฤษ ฮ่องกง ฟินแลนด์ ฯลฯ
  • สินเดือนพฤษภาคม กลุ่มสนับสนุนที่อังกฤษร่วมเปิดรณรงค์ทางเฟสบุ๊ค “International Solidarity For Thailand” ปัจจุบันมีผู้เห็นชอบ 652 คน
  • 24 พฤษภาค สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมแรงงาน บก วารสาร และดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ถูกจับกุมและคุมขังที่ค่ายทหารที่สระบุรี อาจารย์ สุธาชัยได้รับการปล่อยตัว หลังถูกคุมขังประมาณ 2 อาทิตย์ สมยศถูกคุมขังอยู่ ร่วมหนึ่งเดือนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว หลังจากที่มีการประท้วงจากสหภาพแรงงาน และองค์กรแรงงานจากทั่วโลก
  • 28 มิถุนายน สมบัติ บุญงามวงศ์ นักสิทธิมนุษยชน ถูกจับเพราะจัดกิจกรรมประท้วง เขาถูก คุมขังอยู่ 14 วัน เพื่อสอบปากคำ สมบัติ บุญงามวงค์ได้เป็นแกนนำในการจัดกิจกรรมวัน อาทิตย์สีแดงมาอย่างต่อเนื่อง
  • สิ้นเดือนพฤษภาคม เป็นต้นมา กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศการจัดตั้ง อาสาสมัคร ปกป้องสถาบัน โดยวางเป้าระดมคนอำเภอละ 1,000 คน  ถ้าครบทุกอำเภอ ในระเทศไทย ซึ่งมีประมาณ 800 อำเภอ ก็คงจะมีอาสาสมัครที่ถูกระดมครั้ง นี้กว่า 800,000 คน เพื่อให้เป็น สายลับหมู่บ้าน ช่างราวกับการจัดตั้งสายลับ KGB ในรัฐเซีย (หมายเหตุ มีประชาชนรัสเซีย เสียชีวิตในยุคสตาลินกว่า 37 ล้านคน ทั้งจากการถูกสังหาร การเป็นแรงงานบังคับ และภาวะ การอดอาหาร)
  • 12 มิถุนายน จรรยา ยิ้มประเสริฐ เผยแพร่บทความ ทำไมถึงไม่รักในหลวงภาคภาษาอังกฤษ และภาคภาษาไทยในวันที่ 24 มิถุนายน (ครบรอบ 78 ปีประชาธิปไตยไทย)
  • 1 กรกฎาคม รัฐบาลประกาศโครงการ “ลูกเสือไซเบอร์” และกระทรวง ICT ได้ขานรับและเปิด เผยว่ามีนักรบไซเบอร์ 200 คนอยู่ในข่ายเฝ้ามองถึงพฤติกรรมหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์
  • มีการเปิดเผยตัวเลขเงินภาษีที่จ่ายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงให้ทหารและตำรวจ ร่วมกันประมาณ 67,000 นาย ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมปีนี้ เป็นเงินกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่า ใช้จ่ายที่สูงกว่าการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ที่รัฐบาลอ้างว่าจะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 2,000 ล้านบาท จึงไม่ยอมยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่

This post is also available in: อังกฤษ

Comments are closed.